Select Page

30 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 30 ปี

  1. วาดภาพที่ใหญ่ที่สุดออกมาได้สวยงามดูดีมาก พอใจกับงานสุดๆ
    30 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 30 ปี
  2. ไปเที่ยวเชียงใหม่คนเดียว ชอบการเที่ยวคนเดียวตรงที่ได้ฝึกความกล้าตัดสินใจ รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากๆ
  3. ทำโปรเจค #100daysofpaintingbytuey สำเร็จ
  4. เดินทางไปเกาะพยามคนเดียว แต่ไปอยู่กับเพื่อนที่เกาะ ได้กินอาหารมังสวิรัติที่อร่อยมากเลย
  5. ขึ้นบอลลูนที่วังเวียง ลาว
  6. กระโดดน้ำจากต้นไม้สูง หลังจากนั้นปวดก้นกบตลอดทั้งทริปจนต้องไปหาหมอให้ดูว่ากระดูกก้นกบหักรึเปล่า ตอนแรกไม่กล้ากระโดดแต่เพื่อนๆ ยุก็เลยลองกระโดดดู พอกลับมาเพื่อนรู้ว่าว่ายน้ำไม่เป็น เพื่อนตกใจใหญ่บอกว่าใจกล้ามากๆ เลย เพราะน้ำที่นั่นลึก 5-7 เมตรเลย
  7. หัดว่ายน้ำได้แล้ว ถึงท่าจะผิดๆ อยู่บ้างแต่ก็มีความมั่นใจมากขึ้นในการไป snorkelling โดยเฉพาะตอนที่ไปเที่ยวระยองแล้วต้องว่ายน้ำทวนกระแสมาขึ้นเรือ รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีมากและเก่งมาก
  8. ดำน้ำที่เกาะในพม่า สวยมากๆ
    ไปดำน้ำที่เกาะในพม่ามา สวยมากกกก
  9. ดำน้ำที่ระยอง
    ทริป 1 วัน 4 เกาะ (เกาะมันใน, เกาะมันกลาง, เกาะทะลุ, เกาะกุฎี)
  10. ได้เห็นงานวาดของตัวเองออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งหมอน เคสโทรศัพท์มือถือ ผ้าพันคอ รู้สึกภูมิใจ ดีใจ
    Tuey on Society6
  11. ได้ไปกาญจนบุรี เจอวิวที่สวยมากๆ ได้ล่องแพ และได้ปั่นจักรยานเสือภูเขาครั้งแรก ตื่นเต้น จับแฮนด์แน่นจนมือแดง ฮ่าๆ
  12. ได้มีพื้นที่สำหรับวาดรูปเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น ห้องที่สะอาดและปลอดภัยกว่าเดิม
  13. ถักซอง Kindle และซองใส่โทรศัพท์มือถือสำเร็จ เป็นความภูมิใจเล็กๆ
  14. หัดทำอาหาร โดยเน้นอาหารแบบ Plant based diet ที่ทำแล้วถนัดสุดก็คือคุกกี้ Vegan
  15. ค้นพบ Cat cafe ใกล้บ้านมีแมวสไตล์แบบที่เตยชอบเลย น่ารักฝุดๆ
  16. มีคนทักว่า เรียนอยู่ปีอะไรคะ 555 ชีวิตก็มีความสุขด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหล่ะ
  17. เวลาป่วยแล้วได้หมอดี พูดจาดี พยายามช่วยรักษา
  18. เห็นภาพสไตล์งานตัวเองชัดขึ้นจากช่วงแรกเยอะมากๆ
  19. ช่วงก่อนมะม่วงอร่อยมากๆ กินทุกวันเลย ฮ่าๆ
  20. ขายสมุดได้เยอะขึ้นใน Shopee มีลูกค้าส่งข้อความมาชมว่าห่อมาดีมาก รู้สึกดีใจ
  21. มีแกลอรี่จากอังกฤษมาติดต่อให้ไปแสดงงาน แต่ว่าต้องออกค่าใช้จ่ายเองก็เลยไม่ได้จัดงานแสดง รู้สึกดีใจที่มีคนเห็นผลงานของเราจากต่างประเทศและมองเห็นศักยภาพของเราที่จะสามารถจัดงานแสดงได้
  22. ได้ลองวิธีหารายได้ใหม่ๆ หลายทาง ถึงจะเป็นเงินจำนวนไม่มากนัก แต่รู้สึกสนุกกับมันมาก เป็นการเปิดโลกให้มองเห็นโอกาสใหม่ๆ ตลอดเวลา
  23. ได้ร่วมงานแต่งงานเพื่อนชาวเนปาล ชุดแต่งงานของชาวเนปาลสวยมากๆ ชอบๆ และยังเป็นงานแต่งริมชายหาดด้วยทำให้บรรยากาศค่อนข้างดี
  24. เรียนรู้เรื่องกฎแรงดึงดูดมากขึ้น ทั้งจากหนังสือและจาก podcast ได้ทดลองใช้และเห็นผลมากยิ่งขึ้น
  25. มีคนส่งข้อความและคอมเม้นท์มาชมว่า บลอคน่ารักและจุดประกาย รู้สึกภูมิใจมากเลย
  26. ภูมิใจในความแข็งแรงและการเตรียมพร้อมของตัวเองที่ทำให้บริจาคเลือดแล้วไม่เป็นลม ไม่หน้ามืดเหมือนสมัยก่อนแล้ว หิ้วน้ำหวานไปกินเองด้วย 555 สามารถไปเดินสำเพ็ง ร่อนต่อแถวสยาม เพลินจิต แล้วไปบริจาคเลือดเอง กลับบ้านเองได้โดยปลากระป๋อง MRT เดินซื้อผลไม้หน้าปากซอยต่อได้อีก เมื่อก่อนนี้แค่ออกมาจากตึกก็ไม่ไหวแล้ว
  27. ปีนี้ได้เล่นน้ำสงกรานต์ที่คูเมืองหลังจากไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์เลยมา 15 ปีกว่า สนุกมากๆ เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
  28. ตัดสินใจเข้าพบจิตแพทย์อีกครั้ง และทำให้รู้ว่าตัวเองอ่อนแอกว่าที่คิด แต่รู้สึกคิดถูกที่เข้ารักษา ตอนนี้ดีขึ้นแล้วทำให้มองเห็นว่า โห เมื่อก่อนเราเป็นหนักเหมือนกันนะ การตัดสินใจอะไรที่แปลกๆ ก็เป็นผลต่อเนื่องกันมาทั้งนั้นเลย
  29. แต่อีกมุมก็ยังรู้สึกว่าโตขึ้นแบบที่กล้าทำอะไรคนเดียวมากขึ้น เที่ยวคนเดียว เดินทางคนเดียว
  30. รู้จักลดและตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไปได้แบบเด็ดเดี่ยวขึ้น รู้สึกว่าชีวิต เวลาและทรัพยากรของชีวิตมีคุณค่าเกินกว่าจะเสียให้กับสิ่งที่เราไม่ชอบ

29 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 29 ปี

เป็นเหมือนกับประเพณีที่ต้องทำทุกปีไปแล้ว สำหรับการรวบรวมสิ่งที่ประทับใจในวันเกิด เตยว่ามันเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดี ได้พักมองย้อนไปก่อนที่จะมองไปข้างหน้าแล้วค่อยมาอยู่กับปัจจุบัน

  1. ปีสุดท้ายแล้วที่จะนำหน้าด้วยเลขสอง มองย้อนกลับไปปีที่ผ่านๆ มาและได้เจอเพื่อนๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง
  2. ทำชุดคิทปักผ้ากับมะม่วง DIY เป็นโปรเจคที่ปลาบปลื้มและสนุกมากในปีนี้ แถมยังได้ทำงานกับน้องผึ้งที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน ได้เห็นวิธีการทำงานของน้องผึ้งด้วย ได้รู้สึกว่ามีเพื่อนที่เข้าใจกันด้วย
    ชุดคิทปักผ้า คุณมะม่วง ลาย I am Cat Lady
  3. ทริปเขาสามร้อยยอด เป็นทริปเดินเขาที่สนุกมากๆ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เที่ยวแนวนี้ตั้งแต่เรียนจบมา แถมยังได้ออกกำลังกายเอวบางลงใน 3 วัน
    ทริปเขาสามร้อยยอด
  4. นอนเต้นท์เป็นครั้งแรกตั้งแต่เรียนจบ เป็นทริปแก่งกระจานแบบง่ายๆ เร็วๆ ไปพักแค่ 1 คืน ตอนแรกเราจะไปพักกันในอุทยานแต่คนเยอะและบังเอิญไปเจอบ้านพักที่เค้าเปิดพื้นที่ให้กางเต็นในสวนได้ เป็นประสบการณ์ที่ดีเพราะอากาศดี ไม่หนาว ไม่ร้อน แต่นอนหลับๆ ตื่นๆ บ่อยเพราะปวดหลัง ถุงนอนหนาไม่พอ แต่ก็ยังเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ หักล้างความทรงจำแย่ๆ สมัยเรียนได้ ฮ่าๆ
    29 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 29 ปี
  5. ค้นพบสไตล์การเพ้นท์รูปที่รู้สึกว่าเป็นตัวเองมากที่สุด ที่ผ่านมาวาดรูปมาจำนวนนึง มีคนชมบ้าง อาจารย์ให้ c- บ้าง แต่ไม่เคยรู้สึกเป็นตัวเองเลย รู้สึกว่าฝืนตัวเอง แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่รู้สึกว่านี่แหล่ะตัวเรา รู้สึกคล่อง ลื่นไหล สนุก ทำได้เรื่อยๆ
  6. เรียน Intuitive painting ในเว็บ Creativebug สอนโดย Flora Bowley คอร์สนี้แหล่ะที่ทำให้สไตล์การวาดรูปเตยชัดขึ้นมากเลย ถึงจะยังมีอะไรต้องปรับและฝึกหัดอีกมากแต่รู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว
  7. จดบันทึกความสุขทุกวันครบ 1 ปีแล้ว! ปีนี้ไม่ได้ทำต่อแต่ว่ายังมีเขียนไดอารี่และ journal ต่อไป กิจกรรมนี้สร้างความมั่นใจให้เตยมากเลยว่าเตยก็ทำอะไรติดกันทุกวันได้นะ
  8. เรียน Live with Intention กับ Jess Lively อย่างที่เคยปีที่แล้วว่าเตยเน้นทำความเข้าใจตัวเองและความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก ปีนี้เตยตัดสินใจลงเรียนคอร์สออนไลน์ตัวนี้ ราคาแอบสะเทือนเล็กน้อย แต่เตยรู้สึกดีกับผลที่ได้รับนะคะ คอร์สนี้พูดถึงเรื่องการใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว สอนให้ตั้งเป้าหมายว่าเราอยากจะ “เป็น” คนแบบไหนมากกว่าที่จะตั้งว่าเราต้องการ “ทำ” อะไรหรือ “มี” อะไร และสอนให้แยกแยะ ego และ intuition ซึ่งเตยว่าเป็นส่วนสำคัญมากเลยและยากมากด้วย
  9. เรียนรู้การแยกแยะ intuition และ ego ต่อจากข้อเมื่อกี้ เตยยังแยกไม่ออก 100% แต่ว่าก็แยกแยะได้มากกว่าเดิมมากเลย Jess แนะนำให้ทำสมาธิเยอะๆ และเขียนออกมาเยอะๆ
  10. วาดรูปต่อเนื่องได้ครบ 1 เดือน!
    29 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 29 ปี
  11. รู้สึกว่าใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งมากขึ้น
  12. ได้ไปเกาะช้าง 2 รอบ และได้ดำน้ำ snorkeling ด้วย ทะเลไม่สวยอย่างที่คิดแต่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการหัดว่ายน้ำ
  13. หัดว่ายน้ำ โดยหัดจากเวลาไปเที่ยวก็ให้เพื่อนช่วยสอนให้ ตอนนี้สามารถว่ายสระที่ไม่ใหญ่มากไปจนถึงขอบสระได้แล้ว แต่ท่าประหลาดมากๆ 555 แล้วก็ยังกะจังหวะหายใจไม่ถูก
  14. ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้เพื่อน ทำให้ได้เจอเพื่อนสมัยประถมเยอะมาก รู้สึกสนุกและสบายใจมากเลย เพื่อนสมัยประถมคือที่สุดแล้ว จำวันเกิดเพื่อนในกลุ่มได้แทบทุกคน จำชื่อ นามสกุลเพื่อนได้ถึงแม้ไม่ได้เจอกันมาหลายปี
  15. ปาร์ตี้บ่อยมาก 555 สมัยเรียนไปเที่ยวผับปีละครั้งอย่างมากสุด พอเรียนจบก็ไม่ได้ไปอีกเลยจนมาอายุ 29 ปีไปเที่ยวผับแทบทุกเดือนจ้า ได้เรียนรู้ว่าคบเพื่อนแบบไหนเราก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
  16. นอกจากเที่ยวผับแล้วเราก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดหลายรอบด้วยเหมือนกัน มีเขาสามร้อยยอด, แก่งกระจาน, ล่องแก่งที่ปราจีนบุรี, ขอนแก่น, เชียงใหม่, เกาะช้าง 2 รอบ, ภูเก็ต และไปฮ่องกง นับดูแล้วเฉลี่ยไปปีละ 9 ครั้งแทบทุกปีเลย
  17. กลับมาออกกำลังกายเป็นประจำอีกครั้ง เริ่มจากป่วยอีกแล้ว แต่น้ำหนักนี่ขึ้นทะลุกลับไปเหมือนตอนสมับมัธยมปลายเลย ถึงแม้ว่าตอนนี้จะออกกำลังกายน้อยลงมาเป็นอาทิตย์ละครั้งแต่ก็รู้สึกว่าทัศนคติและมุมมองเกี่ยวกับการออกกำลังกายของเราเปลี่ยนไปมากในทางที่ดี
  18. น้ำมะม่วงที่ฮ่องกงอร่อยมากกกกกกกกก กินทุกวันเลย
  19. ไปคาเฟ่แมวที่เชียงใหม่ สั่งไก่ต้มมา แมวรุมเลยจ้าาา แฮปปี้มาก ปกติโดนแมวเมินมาตลอด
  20. ได้รับคำชมจากลูกค้า Catisfy บอกว่า “You are wonderful shop owner and person” ปลื้มเลย
  21. กินกุ้งแม่น้ำที่อยุธยา กุ้งตัวใหญ่ดี พูดแล้วก็อยากจะไปกินอีก
  22. มีคน comment ใน IG บอกว่า “I feel uplifted just looking at your post. Thank you for sharing your authentic self with this community.” โห รู้สึกปลื้มมากค่ะ มีกำลังใจขึ้นมาเลย
  23. ทำผ้าพันคอจากภาพสีน้ำที่เพ้นท์เอง ทดลองทำไปสองลาย
    29 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 29 ปี
  24. ซื้อตู้หนังสือมาใหม่ เอาไว้ในหนังสือ, สมุดที่ขายใน Catisfy, ผ้า, อุปกรณ์งานศิลปะ ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย จะหยิบอะไรก็หาได้ง่าย แล้วก็ต้องบังคับตัวเองเอาของไปทิ้งเยอะมากเพราะว่าไม่มีที่เก็บทำให้เก็บอะไรที่ไม่จำเป็นน้อยลง
  25. วาดรูปใน Sketchbook จนครบเล่ม
  26. รู้สึกว่าปีนี้มีวันที่อากาศดีๆ ในกรุงเทพเยอะกว่าปีก่อน อากาศอาจจะไม่ได้เย็นมาก แต่ว่าเดินทางไปทำงานตอนเช้าก็รู้สึกได้ว่าเย็นกว่าปกติ อาจคิดไปเองแต่ก็เป็นความคิดบวกๆ เนอะ 555
  27. ได้ล่องแก่งเป็นครั้งแรกในชีวิต ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำเพราะว่ายน้ำไม่เป็นก็เลยกลัวแล้วก็ไม่มีเพื่อนไปด้วย
  28. ได้รู้จักคำว่า Residency artist programs ตอนแรกเตยอยากไปเรียนต่อด้าน Fine art หรือ Art therapy ที่ต่างประเทศ แต่ก็มีความลังเลในหลายๆ ด้าน พอได้ฟังว่ามีโปรแกรมแบบที่ให้ศิลปินเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่เขาจัดไว้ให้ได้ ข้อดีคือได้ focus กับงานของตัวเอง ได้รู้จักกับศิลปินคนอื่นๆ และเป็นการเปิดโลกให้เตยไปค้นหาโครงการอื่นๆ อย่างพวก retreat ที่ศิลปินบางคนเข้าจัดให้คนเข้าไปทำ workshop กับเค้ากี่วันก็ว่าไป ทำให้รู้สึกว่ามันมีเส้นทางอะไรให้เราอีกเยอะเลยเนอะ
  29. ปีนี้ได้เรียนรู้ว่า ความรู้สึกของเราเป็นความรับผิดชอบของเรา ความรู้สึกของคนอื่นก็เป็นความรับผิดชอบของคนอื่น การที่เราเสียใจหรือดีใจจากการกระทำของคนอื่นนั้นเป็นแค่กระจกสะท้อนถึงมุมมองที่เรามองตัวเราเองเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นเลย เคยได้ยินคนพูดแนวนี้มาเยอะแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่เข้าใจ ฟังแล้ว อ๋ออออ มันเป็นแบบนี้นี่เอง พอทำตามจริงก็ยากหน่อย เตยเริ่มจับหลักได้ว่า ต้องรักษาอารมณ์ของเราให้มีความสุขสม่ำเสมอ เวลามีเรื่องอะไรมากระทบหรือเริ่มคิดมากให้บอกกับตัวเองว่า โอเค รู้แล้วนะ ขอบคุณมาก แล้วปล่อยความคิดนั้นไปเพราะถ้าเราไปย้ำคิดย้ำทำและจับความคิดนั้นมาขยายดู ความคิดนั้นมันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราจะคิดถึงเรื่องนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องอาศัยสติมากๆ แต่ถ้าทำได้จะรู้สึกสงบมาก เตยเองก็ยังเริ่มฝึกเหมือนกันค่ะ

28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี

28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี

พิธีกรรมในช่วงวันเกิดที่ทำมาเป็นปีที่สอง(หรือสามไม่รู้) นั่นคือการรวบรวมสิ่งที่ประทับใจในปีที่ผ่านมาตามจำนวนอายุ เป็นการทบทวนตัวเองและชื่นชมตัวเองไปพร้อมๆ กัน 🙂

  1. ไปเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ชอบมากๆ ได้ไปเที่ยวที่ๆ ถ้าไปกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ คงไม่ได้มีโอกาสแบบนี้อย่างผับ, Glibhi Studio, พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน และได้ทำ Mission สำเร็จสองข้อนั่นคือ เล่นกับแมวญี่ปุ่นในสวนสาธารณะและถ่ายรูปกับกันดั้ม! คิคิ
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี : ไปเที่ยวญี่ปุ่น
  2. ได้เจอคนใหม่ๆ เยอะเลย ทั้งน้องๆ ที่เรียนอยู่ในสาขาที่แตกต่างออกไปที่ไม่ใช่สาย IT รู้สึกดีที่ได้ฟังประสบการณ์จากคนที่หลากหลาย และยังได้เจอพี่ๆ ที่เก่งๆ ด้วย
  3. ครอบครัวสมุดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปีนี้ได้ลองใช้สมุดหลายแบบมากเลย และยังได้สมุดเป็นของขวัญจากโดมและจากเพื่อนด้วย
  4. ได้รู้จักการจัดบ้านแบบ Konmari ที่ทำให้เปลี่ยนวิธีคิดบางอย่างไป ปกติเป็นคนชอบเก็บทุกอย่างไว้ แต่ Konmari ทำให้เตยรู้จักเลือกเก็บแต่สิ่งที่เตยชอบมากๆ เท่านั้น ผลจากการจัดบ้านวิธีนี้ทำให้อมยิ้มเล็กๆ เวลาเดินผ่านชั้นวางหนังสือและตู้เสื้อผ้า
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี :  ลูกค้าสั่งสินค้าซ้ำๆ
  5. Catisfy มีลูกค้าสั่งซื้อของซ้ำถึง 4 ครั้งใน 4 เดือน ปลื้มมากกกกกก เขาบอกว่าเขาชอบที่เราทำ Made to order ได้ตรงตามใจเขา เข้าใจเขา
  6. Catisy มีลูกค้าจากหลากหลายประเทศมากขึ้น ช่วงแรกๆ มีแต่ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกา แต่ตอนนี้มีคนไทยด้วยกัน, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย และยุโรป สนุกดีเหมือนส่งจดหมายให้เพื่อนทั่วโลก
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี :  ได้ของขวัญจากลูกค้า
  7. ได้ของขวัญจากลูกค้า เพราะลูกค้ารู้สึกขอบคุณที่เตยช่วยเหลือและติดตามสินค้าที่(คิดว่าหาย)ให้และยังรีบแก้ปัญหาสินค้าที่หายไปด้วย ตอนแรกคิดว่าจะเป็นแค่การ์ดเล็กๆ แต่ลูกค้าส่งมาให้หลายอย่างมาก ทั้งสมุด Leuchtturm, โปสการ์ด, กระเป๋าพลาสติกใส่ของ และขนม
  8. น้องผึ้งสอนทำ Shibori ได้คุยกับน้องผึ้งมากขึ้นทำให้รู้สึกได้ว่าเรามีเพื่อนที่มีความฝันคล้ายๆ กัน มีกำลังใจในการทำอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี : ยิงธนูครั้งแรก
  9. ลองเล่นธนูที่เขาใหญ่ครั้งแรก สนุกมากกก ได้แผลมาด้วยเพราะว่ายิงไม่ถูกท่า
  10. ป่วยบ่อยแต่ทำประกันสุขภาพไว้เรียบร้อย พอป่วยก็ไปหาหมอได้แบบไม่ต้องคิดมากทำให้หมดเรื่องเครียดไปหนึ่งเรื่อง นี่สินะที่เรียกว่า “อิสระ”
  11. ป่วยเป็น IBS และกระเพาะอักเสบทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการกินและการใช้ชีวิตของตัวเอง เมื่อก่อนอยากกินอะไรก็กิน อยากกินตอนไหนก็ค่อยกิน ไปซื้อของก็ดูแค่ว่าแคลลอรี่เยอะเกินไปไหม พอป่วยแล้วต้องงดอาหารหลายอย่างที่เราชอบกินทั้งนั้นเช่น อาหารที่มีส่วนผสมของนม ไอศครีม พิซซ่า กินไม่ได้เลย กลายเป็นต้องดูมากขึ้น เริ่มทำความเข้าใจอาหารมากขึ้น ค้นพบอาหารหลายอย่างที่คิดไว้ว่าไม่อร่อยชัวร์ แค่พอได้กินแล้วมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น
  12. ลองเย็บอะไรเยอะมาก ทั้งกระเป๋า ปกสมุด ผ้าห่ม ที่ใส่บัตร ลองผิดลองถูกเอง (เรียกสั้นๆ ว่า “มั่ว”) จริงๆ งานผ้านี่สนุกนะถ้าทำเป็น…
  13. รู้จักคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กันมากขึ้น เหมือนที่เคยอ่านในกฎของแรงดึงดูดเลย
  14. มีสมุดน่ารักๆ แบบที่คนมาเจอก็ชอบ จากที่เคยฝันว่า ฉันจะมีสมุดดีๆ ข้างในเต็มไปด้วยข้อมูลและรูปดีๆ วันนี้ความฝันนั้นเป็นจริงแล้ว มีน้องคนนึงเรียกสมุดของเตยว่า “สมุดมหัศจรรย์” เพราะจดทุกอย่างจริงๆ
  15. ได้ไปเที่ยวสุราษฎร์ธานี เที่ยวกับเพื่อนๆ YWC สนุกดี ได้กินหอยนางรมไปเยอะมากกกก ฟินสุดก็ตรงนี้แหล่ะ ไปกินมาสองรอบเลยด้วย
  16. กลับมาอ่านนิยายหลังจากที่ไม่ได้อ่านมาตั้งแต่สมัยม. ปลายแล้วเพราะรู้สึกว่าการอ่านแนวนี้ทำให้เราเสียเวลา อ่านสิ่งที่เป็นข้อมูลดีกว่า แต่บางครั้งเราก็แค่อยากพักผ่อนแบบที่พักจริงๆ บ้างเหมือนกัน
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี
  17. เขียน Morning pages มาได้ปีกว่าแล้ว สารภาพว่ามีบางวันที่ไม่ได้เขียน แต่รวมๆ แล้วเขียนติดต่อกันมาได้เรื่อยๆ เป็นประจำ เพราะรู้ว่าช่วงไหนไม่ได้เขียนจะหงุดหงิดง่ายขึ้น
  18. มีคนติดต่อมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากที่เขียนในบลอค หรือส่งอีเมลมาขอบคุณ ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีความหมาย
  19. กล้าตอบโต้และ report สิ่งที่เราไม่ชอบและไม่เห็นด้วย
  20. ส่งโปสการ์ดและจดหมายให้กับคนที่ไม่รู้จักด้วย Post crossing และกิจกรรมที่คล้ายๆ Pen pal แต่เน้นให้เขียนเป็นจดหมายจริงๆ เพราะมันได้อารมณ์มากกว่าการส่งอีเมล
    สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k
  21. โดมซื้อสมุด Kikki-k ให้ ปลาบปลื้ม ชอบยี่ห้อนี้มานานแล้ว
  22. ค้นพบวิธีการตัดผ้าด้วยคัตเตอร์ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น 50% และซื้อกรรไกรใหม่ที่ดีกว่าเดิมมากกกกทำให้ชีวิตดีขึ้นมากกกกกก
  23. ไปเที่ยวสิงคโปร์ ไป Universal Studio ดูไฟและฟังเพลงที่ Gardens by the Bay เห็นความเจริญด้านการคมนาคมแล้วอิจฉาอย่างแรง ได้เจอร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ ที่มีของครบถ้วนมาก เห็นแล้วมีแรงบันดาลใจอยากเปิดร้านแบบนี้ในไทยบ้าง
  24. ได้ลองทำงานแปลจากพี่คนนึงที่หยิบยื่นโอกาสให้ สนุกดีนะ แต่ก็ทำให้รู้ว่าถ้าเราไม่ได้ชอบเนื้อหาที่แปลเราก็คงไม่สนุกขนาดนี้
  25. ได้ลองทำงานตำแหน่ง Product Manager ยิ่งได้เห็นกระบวนการของทั้งบริษัทก็รู้ว่าเตยชอบงานด้านพัฒนาสินค้านะ ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นก็ยิ่งชอบเหมือนได้ช่วยโลกทางอ้อม
  26. เวลาแก้ปัญหาหนักๆ ได้ รู้สึกฟินมากๆ ปีที่ผ่านมาได้เจอคนหลายแบบ ทำงานกับคนหลายสไตล์ เจอปัญหาก็มาก ต้องใช้กำลังภายในมากมายให้ผ่านจุดนั้นมาให้ได้เรียกว่าเครียดจนป่วย พอทำสำเร็จก็สบายใจ ภูมิใจ มีความสุขแล้ว
  27. ต่อจากข้อที่แล้ว ปีนี้เรียนรู้อย่างนึงว่า เตยอยากเป็นคนเก่งและคนฉลาด งานมีปัญหาก็อยากจะแก้ให้ได้ เรียกว่าเป็นคนชอบเอาชนะด้วย แต่ว่าปีนี้ได้นั่งคิดดีๆ ว่าสิ่งที่เราอยากเอาชนะนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการ..จริงหรอ? และรู้ทันทีว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้ มันเลยไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำมันต่อ เมื่อก่อนรู้ว่าคนเราควรต้องเน้นที่จุดแข็ง แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายจริงๆ พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้ตัวว่า..นี่เรากำลังทำจุดอ่อนของเราให้ดีขึ้นจนตอนนี้เราไม่มีจุดแข็งที่ชัดเจนเท่าเมื่อก่อนไปแล้ว
  28. ถ้าอ่านมาครบทุกข้อจะสังเกตได้อย่างนึงว่าปีนี้เตยเน้นเรื่องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก จากที่อ่านหนังสือมาหลายเล่ม เรียนมาหลายคอร์สทำให้รู้ว่าสิ่งที่เตยขาดไปก็คือการรู้จักตัวเองนี่แหล่ะ บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรอยู่ ปีนี้เตยสนใจเรื่อง Intentional living การรู้และเข้าใจตัวเองจึงสำคัญมาก บางที Ego มันบังตาเราไปเยอะจริงๆ ยิ่งเตยเป็นคนรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ไว (โดยเฉพาะคนใกล้ตัว) ความรู้สึกของคนอื่นเลยใหญ่กว่าของตัวเอง เหมือนเป็นคนที่ไม่รู้จักดูแลจิตใจตัวเอง ปีที่ผ่านมาเตยภูมิใจกับตัวเองนะที่เลือกไม่ทำบางอย่างถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะ”เคย”เป็นความฝันของเรา มันเหมือนเรายอมรับตัวเองมากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น ทำให้ช่วงนี้เตยแอบชอบข้อความข้างล่างนี้เป็นพิเศษ 🙂

“Respect yourself enough to walk away from anything that no longer serves you, grows you, or makes you happy.”
—Robert Tew

เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ

จากคราวที่แล้วที่เขียนถึง สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k เตยยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเอาไว้ใช้ทำอะไร แต่สุดท้ายจบลงที่การเป็น Gratitude journal ผสมๆ กับไดอารี่แบบสั้นๆ

Gratitude journal คือการเขียนบันทึกสิ่งที่ดีที่เรารู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจที่มีสิ่งๆ นั้น เพื่อฝึกให้มองโลกในแง่ดี เตยใช้หน้าปฏิทินรายเดือนในการเขียนบันทึกเพราะว่าช่องมันเล็กกว่า ทำให้เราไม่ต้องคิดเยอะ ตอนแรกใช้หน้าแบบรายอาทิตย์เขียนแต่รู้สึกว่าต้องเขียนเยอะๆ ให้เต็ม จนรู้สึกว่าสิ่งดีๆ ในชีวิตมันน้อยละเกินเอามาเขียนยังไม่ได้เต็มเลย แต่พอเปลี่ยนเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าง่ายขึ้น เขียนได้อย่างมากก็ 2-3 อย่าง วันไหนเซ็งๆ เขียนได้แค่อันเดียวก็ไม่เครียดเพราะว่ายังไงก็ไม่มีที่ให้เขียนอยู่แล้ว ฮ่าๆ

ข้อดีอย่างนึงของการเขียนในปฏิทินรายเดือนแบบนี้คือ…เห็นภาพรวมทั้งเดือน พอหมดหนึ่งเดือนเราได้เห็นความสุขของเราทั้งเดือนแล้วเราจะคิดได้ว่า “เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ” เก๋ไหม 5555

gratitute_journal-1

เมื่อก่อนเห็น blogger ต่างประเทศเขียนกันแบบขอบคุณดินฟ้าอากาศ ขอบคุณบ้าน ขอบคุณที่มีชีวิต เห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ เธอขอบคุณอะไรเนี่ยนามธรรมมาก แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ถึงสังเกตเห็นว่าวันไหนที่เราเซ็งจริงๆ อะไรก็ดูผิดที่ผิดทางไปหมด ร่างกายยังป่วยเลย เรากลับรู้สึกขอบคุณสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เองซะอย่างนั้น อยากแนะนำให้ลองทำกันดูนะคะ มันง่ายมากๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้มากจริงๆ

gratitude-journal

ของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเตยแอบเพิ่มสีสันเข้าไปในหน่อยวันที่เตยชอบมากๆ หรือเป็นวันที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ ทำให้สมุดดูสดใสขึ้น สนุกขึ้นด้วย

แต่สำหรับใครที่เพิ่งมาลองเขียนแรกๆ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ให้เริ่มง่ายๆ ด้วยการเขียนสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จในวันนั้นก่อนเพราะอะไรที่เราทำเองเราจะรู้สึกดีได้อย่างจริงใจมากกว่า เช่นวันนี้ทำงานนี้เสร็จไปตั้ง50%, วันนี้เริ่มทำงาน A แล้วนะ, วันนี้ได้เดินเยอะๆ แข็งแรงเลย  จะเห็นว่าเตยก็มีวันแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเขียนก็รู้สึกแปลกๆ นะ แต่พอได้กลับมาอ่าน..มันก็ดูไม่แปลกอย่างที่คิดนะแถมยังทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตได้ด้วย 🙂

แล้วถ้ายังคิดไม่ออกอีกวิธีของเตยคือ ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขแล้วค่อยเขียน 5555 ดูขำๆ แต่ทำจริงๆ แล้วได้ผลนะคะ มีอยู่วันนึงเตยอ่านหนังสือค้างไว้เลยนั่งอ่านให้จบแล้วก็เขียนว่าวันนี้อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เย้! รู้สึกดีแถมยังทำอะไรที่ค้างไว้เสร็จแล้ว นี่มันโชคสองชั้นชัดๆ 5555

Review Year 2558

สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คนค่ะ

วันนี้เช้าวันที่ 1 มกราคม 2016 ปีนี้จะแตกต่างจากปีก่อนๆ ในเรื่องการตั้งเป้าหมายเล็กน้อยคือ เตยจะไม่บอกใคร เพราะสังเกตว่าพอบอกแล้วกลับทำไม่ค่อยได้ พอไม่บอกแล้วกลับทำได้ดีกว่า สำเร็จได้มากกว่า แต่เตยจะมาสรุปปีที่ผ่านๆ มาเหมือนเดิมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

Review Year 2015

ด้านการงาน

ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เยอะมากๆๆๆๆ จนปัจจุบันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ แต่เตยบอกเลยว่า ย้อนกลับไปเตยก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเตยได้เรียนรู้จากงานทุกๆ งาน ยิ่งสิ่งที่ทำให้เครียดได้มากที่สุดก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เตยได้เรียนรู้มากที่สุดด้วยเช่นกัน ปีนี้ได้เห็นการทำงานของคนที่เป็น professional และไม่เป็น professional จนสามารถเปรียบเทียบได้ชัดเจนจนเห็นไปถึงวิธีคิดบางอย่างของเขาเลย

พูดถึงเรื่องงาน ใครที่เคยมาติดต่อเตยไว้ทาง Line แล้วหาเตยไม่เจอ ติดต่อไม่ได้ ขอรบกวนแจ้งมาทางหน้า contact หน่อยนะคะ เตยโดนลบ Account จนต้องเปิดใหม่ รายชื่อเพื่อนก็หายไปหมดเลย T_T

ด้านการเงิน

ปีนี้ย่ำแย่ เงินเก็บหายเพราะเที่ยวเยอะไปหน่อย 555 ความคล่องตัวก็หาย หาเงินได้โดยรวมน้อยลง แต่หาเงินได้ด้วยงานที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้นเยอะกว่าปีก่อนๆ เยอะหลายเท่าตัว แต่พอไม่มีเงินมากแล้วทำให้เราได้มองเห็นชัดขึ้นว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหน เราอยากได้อะไรกันแน่ พอมีเงินสิ่งที่เราอยากได้มันกว้างไง อย่างอยากได้บ้าน อยากได้เสื้อแบบนั้น อยากได้กระเป๋าแบบนี้ พอไม่มีเงินแล้วสิ่งที่อยากได้กลับเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากจริงๆ เราแค่อยากมีความสุขเวลาได้มีเวลานั่งคุยกับที่บ้านกับเพื่อนสนิท เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองสวย ย้อนกลับไปอย่างเดียวที่จะแก้คือจะทำการตลาดให้ขายของได้มากขึ้นกว่านี้และจะลงของขายมากกว่านี้ให้มีเงินเข้ามากขึ้น

ด้านความรัก

ปีนี้เรื่อยๆ เพราะคิดแต่เรื่องงานมากไปหน่อย 555 แล้วพอคบกันมานานแล้วก็เห็นและรู้ว่าอีกฝั่งเป็นคนยังไง เรื่องที่หงุดหงิดก็ยังมีบ้างเหมือนเดิมต้องค่อยๆ ปรับกันไปเรื่อยๆ แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นชัดเจนมากว่าโดมสนับสนุนเรามากแค่ไหน คอยช่วยเหลือเราอย่างดีมาตลอด ถึงปีนี้โดมจะมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้วแต่ก็ยังมาช่วยเรา ฟังเราบ่น แนะวิธีแก้ปัญหา แถมซื้อของให้เยอะเลย รู้สึกขอบคุณที่โดมมากๆ ถ้าไม่มีโดมชีวิตเราคงแย่กว่านี้ เครียดกว่านี้ และไม่กล้าเท่านี้

ด้านจิตใจ

ปีนี้เตยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก พยายามมีสติและรู้ตัวว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไรมากขึ้น นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นให้น้อยกว่าความรู้สึกของตัวเอง ที่พยายามทำแบบนี้เพราะว่า…ทำ personality test แล้วทุกอันพูดเหมือนกันว่าเป็นคนแคร์คนอื่นมากกว่าตัวเอง 555 ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ นานๆ ไปทำหลายๆ อันก็พูดเหมือนกันหมด ขนาดดูดวงยังมีคนบอกแบบนี้ ก็ลองถามโดมได้คำตอบมาแบบนั้นเหมือนกัน พอเริ่มสังเกตตัวเองขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

บางทีในใจเรารู้สึกว่าเราไม่ควรรับทำโปรเจคนี้ ถ้าทำจะต้องเครียดแน่ๆ แต่พอใช้สมองคิดอย่างเป็นระบบแล้วเห็นว่ามัน “ควร” ต้องทำเพื่อประโยชน์ 1, 2, 3 บลาๆ มีข้อเสียนิดเดียวก็เลือกอย่างที่สมองคิด ผลออกมาก็เป็นอย่างที่เรารู้สึกคือโปรเจคนี้มันเครียดและปัญหาเยอะอย่างที่รู้สึกจริงๆ อันไหนที่เลือกตามที่ใจบอกมาก็เป็นโปรเจคที่ดีจริงอย่างที่รู้สึก เป็นแบบนี้หลายๆ รอบ ประกอบกับว่าอ่านหนังสือและฟังโดมที่พยายามบอกให้เชื่อตัวเองให้มากๆ ก็เลยยิ่งพยายามสังเกตตัวเองมากขึ้น เชื่อตัวเองมากขึ้น

ด้านสุขภาพ

ปีนี้แย่เหมือนกัน แต่ยังรอดมาได้ 555 เริ่มต้นปีเดือนแรกด้วยรถชน ต้นขาช้ำอยู่หลายเดือน โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากกว่านี้ ต่อมาก็ป่วยๆ หายๆ ภูมิแพ้มาเยือน คออักเสบเป็นปกติ ไปเที่ยวก็อาหารเป็นพิษจนเป็นไข้จับสั่น หนาวไปถึงกระดูก สลับกับอ้วกทั้งคืนในคืนสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ เดาว่าน่าจะมาจากหอยนางรมไม่สด (กินมาหลายตัวหลายวัน ดันมาจบที่ตัวสุดท้ายในร้านที่เรากินแค่ตัวเดียว!) ปลายปีก็ฟันมีปัญหาต้องผ่าตัดรากฟันไปหาหมอที่คลีนิค หมอบอกรักษาไม่ได้ต้องไปที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ พอไปคณะทันตะใกล้บ้านโดนอาจารย์หมอฟันพูดจาแย่ๆ แล้วยืนยันให้ถอนท่าเดียว แถมไม่ยอมอธิบายอะไรด้วยบอกให้ไปค้นใน google แทน งงเลยนึกว่าทำงานมานานแล้วจะดี สรุปไปคลินิคใหญ่ในห้างแทน หมอดีมากกกกก ใส่ใจสุดๆ แถมไม่ต้องถอนฟันเพราะเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีช่วยแล้ว จบท้ายปีวันสุดท้ายด้วยการล้างแผลผ่าตัดโดยหมอฟัน ตอนนี้ไม่ปวดแล้ว กินไก่ทอดได้แล้ว แฮปปี้มาก หวังว่าปีหน้าจะไม่เจออะไรแย่ๆ อีก

อ่อ แต่ก็มีช่วงที่รู้สึกดีที่สุดของปีคือตอนกลับมาจากเที่ยวญี่ปุ่น 4-5 แล้วพบว่าเอวหายไป 1 นิ้ว ขาเฟิร์มมากกกกก เพราะเดินทั้งวัน ช่วงนั้นมีความสุขกับความเฟิร์มของร่างกายมากๆ สงสัยต้องไปญี่ปุ่นอีก…อ้าว ไม่ใช่หรอ 555

ด้านความคิดสร้างสรรค์

ปีนี้อ่านหนังสือเยอะ เรียนเยอะ ได้เรียนทำเครื่องหนังด้วย ได้เรียน Shibori กับน้องผึ้ง ได้หัดทำกระเป๋าโดยเรียนจากหนังสือและเว็บ ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ใหม่ๆ มาทดลองเยอะมากๆ ทั้ง Kraft tex, Dye-na-flow, สีอะคลิก, หนัง ฯลฯ ชอบมากเลยเวลาได้ทดลองของใหม่ๆ

ALIVE

เมื่อต้นปีที่แล้วตั้งไว้ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่าง Alive เตยจะเลือกใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาจริงๆ ปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่เรามีชีวิตชีวามากๆๆๆๆ ถึงจะมีบางเดือนที่เครียดจนนอนไม่หลับ สุขภาพแย่ แต่รวมๆ แล้วเตยรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่เตยได้ใช้ชีวิตจริงๆ

 

Celebrate July

Celebrate : July

 

  1. ใช้สมุดที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นจนหมดเล่มแล้ว เย้ๆๆ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการเขียน เตยเขียนทุกวันวันละอย่างน้อย 1 หน้าตอนเช้าหลังตื่นนอน ในสมุดเล่มนี้นอกจากใช้เขียน Journal บันทึกความคิดแล้วเตยใช้จดสิ่งที่เตยอ่านเจอ วางแผนการทำงาน วาดรูป สรุปแล้วคือเขียนทุกอย่างเลย
  2. ได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่มี ได้สอนน้องกิ๊ฟและหลายๆ คนที่ส่งอีเมล์และข้อความเข้ามาปรึกษาว่าจะเริ่มขายสินค้าออนไลน์ยังไง ดีใจที่มีโอกาสได้ช่วยคนอื่นให้ทำสิ่งที่อยากทำ
  3. ได้เบอร์โทรศัพท์เบอร์ใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มใช้เพราะอยากรอเปลี่ยนค่ายก่อน
  4. ได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอมานานหลายคน ทำให้ได้คิดอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของตัวเราเอง สิ่งที่เราต้องพัฒนาและสิ่งที่เราได้ทำสำเร็จไปแล้ว
  5. ได้รู้ตำแหน่งงานที่แน่นอนของตัวเองแล้ว 555 หลังจากงงๆ อยู่ครึ่งเดือนว่าเราทำงานตำแหน่งอะไร ถึงแม้ว่าจริงๆ เราไม่ได้สนใจเรื่องของตำแหน่งมากเพราะเตยพยายามทำทุกสิ่งที่ทำได้ในบริษัทอยู่แล้ว แต่ว่าการมีตำแหน่งที่ชัดเจนจะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เพื่อนร่วมงานเข้าใจการทำงานของเรามากขึ้น
  6. เริ่มทำโปรเจคใหม่กับโดม เป็นโปรเจคที่คิดกันมาพักใหญ่แล้ว ถึงตอนนี้ยังแค่เริ่มต้นแต่ก็รู้สึกว่าเป็นโปรเจคที่มีประโยชน์ และมีโอกาสที่จะเติบโตสูง
  7. มีลูกค้าใน feedback กลับมาเยอะ คนส่งอีเมล์มาชมและให้กำลังใจเยอะ รู้สึกขอบคุณทุกๆ คนมากเลยที่ทำให้เตยรู้ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นมีประโยชน์

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงาน Designer

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงาน Designer มาเกือบ 5 ปี

เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปงาน Startup Job Fair มา ทำให้นึกถึงสิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานในตำแหน่ง Designer มา 5 ปี และ Facebook post ที่เตยเคยเขียนไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมาเรียบเรียงในนี้อีกทีนึง แต่ต้องออกตัวก่อนด้วยว่าทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของเตย แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน เรื่องที่เรียนรู้มาก็จะต่างกันด้วยค่ะ

เตยทำงานมาหลายๆ ที่เพื่อค้นหาว่า งานแบบไหน บริษัทแบบไหน สภาพแวดล้อมแบบไหนที่เตยรู้สึกมีความสุข มีชีวิตชีวามากที่สุด ทำให้เตยได้ทำงานในหลากหลายรูปแบบบริษัท ทั้งบริษัทเล็กๆ มีแค่ 4-5 คน บริษัทใหญ่ๆ มีพนักงานเป็นหมื่นคน มีหัวหน้าเป็นคนเอเชีย คนไทย และฝรั่ง บริษัทแบบ in-house และแบบ Agency หรือแม้กระทั่งงานฟรีแลนซ์

ผ่านมาถึงตอนนี้เริ่มเข้าใจชีวิตดีไซเนอร์(ที่แท้จริง) บ้างแล้ว รู้สึกว่าหลายเรื่องไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ต้องมาเจอในโลกของความเป็นจริงเอง

การสื่อสารสำคัญมาก

ดีไซน์เนอร์จะออกแบบมาดีขนาดไหน ถ้าเกิดว่าดีไซน์เนอร์ไม่มีความสามารถในการอธิบาย สื่อสาร(แล้วก็โน้มน้าว)ให้ลูกค้าเข้าใจได้ด้วย ต้องทิ้งทัศนคติที่ว่า ”ทำไมเรื่องแค่นี้ลูกค้าไม่เข้าใจ” ไปซะ นี่คือหน้าที่ของดีไซน์เนอร์ที่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจและซื้องานของเราด้วยความเต็มใจ ถ้าลูกค้าเข้าใจและทำได้อย่างดีไซน์เนอร์ เค้าจะไปจ้างดีไซน์เนอร์ทำไม ถ้าไม่ฝึกเรื่องนี้ก็จะถูกแก้งานไปเป็นแบบที่ดีไซน์เนอร์ไม่เห็นด้วยแบบนั้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะเป็นได้แค่คนทำ illustrator, photoshop เท่านั้นแหล่ะ ตัดสินใจซะว่าจะเป็นคนใช้โปรแกรมทำตามคำสั่งหรือว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์

อย่าหยุดเรียนรู้

เดี๋ยวนี้สื่อไม่ได้มีแค่สิ่งพิมพ์แต่มีหลายๆ device ทั้งคอม มือถือ แถมมีคอมจอสัมผัสอีก เราต้องศึกษาด้วยว่าการออกแบบมันจะต่างกันไหม นี่ขนาดเราเรียนจบมา 5 ปี ยังมีอะไรออกมาเยอะขนาดนี้ถ้าไม่รู้จักศึกษาเพิ่มเติมก็คงแย่ จะกลายเป็นคนที่ถอยหลังลงคลองเลยแหล่ะ

เคยเห็นหลายๆ คนที่ทำงานหนังสือมาแล้วมาออกแบบเว็บแต่ว่าไม่ศึกษามาให้ดี เว็บออกมาแบบ…เหมือนหนังสือ แบบตัดรูปมาแปะๆ ถามว่าใช้ได้ไหม ตอบเลยว่าใช้ได้แต่มันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ลูกค้าจะเสียเงินมากมายมาทำทำไมถ้าเว็บไม่เกิดประโยชน์อะไรกับธุรกิจเค้า (จริงๆ เคยเห็นนักออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ผันมาทำเว็บแล้วศึกษาอย่างดีหลายคนนะ เว็บออกมาสวยมากๆ เลยนะ พี่แกจัด font มาอย่างดีเลย)

งานออกแบบต้องตอบโจทย์ลูกค้าได้

เพราะเป็นนักออกแบบไม่ได้เป็นศิลปิน จะทำอะไรก็ต้องคิดด้วยว่าออกแบบให้ใคร ทำไมถึงต้องออกแบบมาเป็นแบบนี้ (คิดไปเองไม่นับนะ) ไม่ใช่ว่าเจอเทคนิคใหม่มาโคตรเจ๋งเลยโปรเจคใหม่นี้ขอทำเทคนิคแบบนี้แล้วกัน
จำได้ว่าระหว่างดูอาจารย์ตรวจงานเพื่อนสมัยเรียนที่ศิลปากร อาจารย์ถามเพื่อนคนนึงว่า ทำไมถึงใช้สีส้มในงานนี้ เพื่อนอึ้ง ตอบไม่ได้เพราะว่าชอบก็เลยใส่มาไม่ได้คิดถึงที่มา เราก็มานั่งคิด เออเนอะ นักออกแบบเก่งๆ อย่าง David Airey (ตอนนั้นชอบคนนี้มาก) เค้าคิดแบบมีที่ไปที่มาทั้งนั้น ทุกอย่างมีความหมายหมด พอมาทำงานลูกค้าถามยิ่งกว่าอาจารย์อีกจ้าาา T_T

มีเรื่องนึงที่รู้สึกว่า มีประโยชน์มากๆ ในการทำงานออกแบบคือ การเข้าใจธุรกิจและการตลาด ด้วยความที่เตยได้ขายของออนไลน์มาบ้าง บางบริษัทที่เตยทำงานก็เปิดโอกาสให้เตยได้ลองทำงานการตลาดดู ทำให้เตยเข้าใจเรื่องธุรกิจมากขึ้น เวลาคุยกับลูกค้าก็จะเข้าใจว่า อ๋อ ลูกค้าต้องการสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร งานออกแบบของเราก็จะตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

ทำงานให้มากกว่าที่เขาขอ

ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเยอะๆ ตลอดเวลา แต่หมายความว่าให้คิดให้เยอะขึ้น ให้มากกว่าที่ถูกคาดหวัง ลูกค้าหรือหัวหน้าจะรู้สึกประทับใจมากขึ้น

ต้องรู้จักเป็นนาง/นายงามสันติภาพบ้าง

ต้องหาทาง win win win ให้ได้ คือลูกค้าต้อง win ซึ่งมักหมายถึงได้ผลตอบแทนคุ้มค่าจากเว็บ, User ไม่ปวดหัว ได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนตามที่ต้องการ, เพื่อนร่วมงานของเราก็ต้อง win ด้วยไม่ใช่ว่าออกแบบเว็บมาไม่สนใจว่าคนเขียนโปรแกรมจะเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไง ใช้เวลานานเกิด timeline ไหม ทำได้ไหม (เกิดทำไม่ได้ขึ้นมา เวลาน้อย เดี๋ยวได้ออกแบบใหม่นะเออ) ปล. ข้อนี้อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และตำแหน่งงานด้วย

เรียนรู้การเมืองในองค์กรไว้บ้าง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับเตย แต่ก็สังเกตเห็นพี่ๆ ที่ไปได้ดี ไปได้ไกลล้วนแล้วแต่เก่งเรื่องนี้ทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ที่สุดถ้าไม่ได้เรื่องการเมืองเลยก็ต้องรู้ว่าผู้ตัดสินใจที่แท้จริงเป็นใคร เรื่องนี้เจอกันบ่อยมากกกกกก สมัยเรียนลูกค้าคืออาจารย์คนเดียวเอง ชิลๆ เดี๋ยวนี้หรอ ถ้าเป็นลูกค้าก็อาจจะมีหัวหน้าของหัวหน้าของลูกค้าของลูกค้าอีกที หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่ก็อาจเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้า 5555 ขำไปแต่เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าจริงซะอีก ความเศร้าจะเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าชอบงานเรามากกกกกให้ทำไปซะเยอะครบหมดทุกอย่าง แต่แล้วหัวหน้าของหัวหน้าบอกว่า ออกแบบอะไรมา เอาไปออกแบบใหม่ซะ  T_T

การป้องกันที่เคยเห็นเค้าทำกันก็คือ…เผือกวันละนิดจิตแจ่มใส อย่างน้อยต้องเผือกให้รู้ว่าจริงๆ แล้วใครคือพลังที่ซ่อนอยู่ เขาเป็นคนแบบไหน ให้ความสำคัญอะไรเป็นพิเศษ เช่น เน้นเรื่องธุรกิจเป็นหลักแปลว่างานเราต้องสนับสนุนเรื่องนี้

 

Celebrate June

ที่ผ่านๆ มา เตยมักเขียนสรุปแต่ละเดือนและเขียนเป้าหมายของเดือนหน้าเอาไว้ใน Celebration & intention แต่สังเกตเห็นว่า การเขียนเป้าหมายให้คนอื่นอ่านไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ รู้สึกว่ายิ่งเขียนยิ่งทำได้น้อยลง พอไม่ได้เขียนให้คนอื่นอ่าน แต่เขียนในสมุดจดของตัวเองได้ผลดีกว่ามาก พอรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้ตามที่เขียนก็รู้สึกแย่ลงและเลิกเขียนไป

แต่เตยเป็นคนประเภทชอบเขียนงานที่เสร็จแล้วลงใน to do list เพื่อที่จะได้เช็คว่าได้ทำสิ่งนี้ไปแล้วนะ เพราะทำให้รู้สึกดีกว่า เหมือนว่าสิ่งที่เราทำนั้นประสบความสำเร็จไปแล้ว และที่ผ่านๆ มาเตยก็ชอบการเขียนสรุปเดือนที่แล้วว่ามีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง เตยได้ทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านมา และมองเห็นเรื่องดีๆ ในชีวิตมากขึ้น

เตยตั้งใจว่าจะปรับใหม่ เลิกเขียนเป้าหมายในเว็บซะ (แต่ยังเขียนในสมุดจดส่วนตัวเหมือนเดิมนะคะ ก็เตยเป็น Goal getter นี่ เลิกเขียนเป้าหมายไม่ได้หรอก 555)

มาเริ่มเขียนของเดือนที่ผ่านมานี้กันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

  • เริ่มงานใหม่ที่ตรงกับตัวเองมากกว่าเดิม ที่ผ่านมา 7 เดือนครึ่งที่ได้ลองทำสิ่งที่คิดว่าชอบอย่างจริงจัง มีชีวิตแบบที่ชอบ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ แต่สิ่งสำคัญอย่างนึงที่เตยได้เรียนรู้ก็คือ ถ้าเรายังมีปัจจัย 4 ไม่ครบถ้วนก็ยากที่จะทำให้จิตใจของเราโฟกัส มุ่งมั่นกับการทำอย่างอื่น พอได้มีโอกาสทำงานประจำที่เข้ากับตัวเรามากๆ และยังเป็นสิ่งที่เราชอบและเชื่อ แถมยังช่วยให้เรามีปัจจัยสี่ครบถ้วน โอกาสแบบนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ก่อน

เรียนเปิดร้านใน Etsy

  • เริ่มเขียน Ebook เกี่ยวกับการเปิดร้านใน Etsy ที่ผ่านมามีคนเข้ามาถาม เข้ามาติดต่อทาง Handmadebiz อยู่เสมอว่าอยากให้เปิดคอร์สเกี่ยวกับการเปิดร้านใน Etsy เมื่อสามสี่เดือนที่แล้วก็เลยโพสแบบฟอร์มให้คนที่สนใจเข้ามาสมัครไว้ ปรากฎว่ามีคนเข้ามาสมัครเรื่อยๆ เลย จากตอนแรกเฉยๆ ตอนนี้เริ่มกดดัน จนตัดสินใจทำอะไรสักอย่างโดยเริ่มจากการเขียนเป็น Ebook ก่อน

Creative juice

  • มี Energy กลับมาทำงานฝีมือมากขึ้น เมื่อก่อนมีความกังวลเรื่องเงินว่าจะขายของได้ไหม งานที่ส่งลูกค้าไปจะโอเคไหม มีหลายอย่างที่ต้องคิดมากทำให้ไม่ค่อยรู้สึกอยากทำงานฝีมืออะไร รู้สึกเหนื่อยๆ ตอนนี้ถึงยังมีเรื่องให้คิดมากขึ้นแต่ก็เริ่มกลับมาเป็นคนที่ทำโน้นทำนี่ตลอดเวลาเหมือนเดิมแล้ว
  • ได้ลองงานใหม่ๆ ช่วงสองสามเดือนมานี้ได้เจอคนหลากหลาย และมีคนเสนองานแปลที่เราอยากลองมานานแล้วมาให้ทำ รู้สึกสนุกกับงานที่ทำมากเลย ถึงไม่ชอบเท่ากับงานฝีมือ แต่ก็สนุกเป็นอันดับรองลงมาเลย

สมุด Traveler notebook ขนาด 1/3 ของ A4

  • ลงสินค้าใหม่เป็นสมุด Traveler notebook ขนาด 1/3 ของ A4 หรือขนาด Midori regular size เริ่มมีลูกค้าเห็นและมาทยอยซื้อสมุดขนาดนี้แล้วด้วย

เล่น Postcrossing แลกโปสการ์ดกับเพื่อนต่างชาติ

  • กลับมาเล่น postcrossing อีกครั้ง Postcrossing เป็นการแลกเปลี่ยนโปสการ์ดกัน โดยเราจะไม่รู้ว่าใคร ประเทศไหนจะเป็นคนส่งมาให้เรา เตยเคยเล่นเมื่อนานมาแล้วและหยุดเล่นไปเป็นปี กลับมาส่งใหม่คราวนี้รู้สึกว่าสนุกขึ้นมากเลย เพราะเขียนภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น ทำให้เราเล่าเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เริ่มฉลาดแล้วด้วย ส่งทีเดียว 5 ใบเลย 555 ไม่ต้องมานั่งส่งทีละใบ หา Stamp ทีละใบ แต่ค่าส่งโปสการ์ดแพงเหมือนกันนะ ส่งไปต่างประเทศ 15 บาทส่งในไทย 3 บาท

 

27 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 27 ปี

วันนี้เป็นวันพิเศษที่ธรรมดา เป็นวันเกิดของเตย วันนี้อายุ 28 แล้ว 🙂 วันนี้เป็นวันสำหรับทบทวนชีวิต และใช้เวลาอยู่กับตัวเองและครอบครัว

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากในชีวิต ได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่อยากลองทำเยอะมากด้วย และวันนี้เตยอยากรวบรวม 27 สิ่งที่ประทับใจในปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นการทบทวนตัวเองไปในตัวด้วย

27 Things I love when I was 27

    1. เปิด Catisfy ขายงานฝีมืออย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าจะเปิดร้านมานานแล้ว แต่ปีนี้เป็นปีที่จริงจังมาก และเริ่มคิดแบบเป็นธุรกิจมากขึ้น
    2. ได้เจอลูกค้าตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก เตยมักขายสินค้าออนไลน์เสมอ ทำให้ไม่ได้มีโอกาสได้เจอลูกค้าจริงๆ
    3. ลาออกจากงานประจำ  เตยได้เรียนรู้อะไรมากมายในงานประจำ ได้เปลี่ยนวิธีคิดที่กว้างขึ้น ไม่มีเพดานของเงินเดือนมากั้นความคิดอย่างที่เคยมี การไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็น designer หรือพนักงานประจำอย่างที่เคยกลายเป็นความโล่งใจแบบแปลกๆ ที่อธิบายไม่ถูก ที่จริงเดือนนี้เป็นเดือนที่ 6 แล้วที่ลาออกจากงานประจำ ถึงแม้ว่าเตยจะไม่แน่ใจว่าจะกลับไปทำงานประจำอีกไหม แต่การลาออกครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับตอนนั้นแล้ว เตยมีความสุขมากขึ้นมากๆ เตยรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แต่การมีชีวิตหายใจไปวันๆ
    4. ได้ลองเป็นครูสอนศิลปะเด็ก ก่อนที่จะลาออก เตยลองทำงานหลายๆ อย่างที่คิดว่าชอบ งานสอนศิลปะเด็กเป็นงานนึงที่ทำแล้วชอบมาก อยู่กับเด็กมีความสุขมาก ตลกดี มีเรื่องให้แปลกใจเยอะดี นึกทีไรก็ขำตลอด ได้รู้จักกับการ์ตูนยอดฮิตของเด็กๆ
      Life in Pocket เดือนมิถุนายน
    5. ได้รู้ว่ามีคนรอบข้างคอยสนับสนุนเตยอยู่เสมอ ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนมากจริงๆ
    6. ได้ Kindle มาอ่าน ต้องขอบคุณโอที่ช่วยซื้อมาให้ ทำให้เตยมีนิสัยการอ่านที่เปลี่ยนไป อ่านหนังสือได้เยอะขึ้นมากๆ
      The Promise of a Pencil: How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change
    7. ได้ไปเที่ยวเกาะเชจู เกาหลีใต้ เป็นเมืองที่ชอบมากกกกกกกก อากาศดีมากกกกกกกก อากาศหนาวแต่ก็ไม่เป็นภูมิแพ้ รู้สึกปอดสะอาดขึ้นมาเลย พอกลับมากรุงเทพเท่านั้นแหล่ะ ป่วยไปสองเดือน อยากจะย้ายไปอยู่เกาะเชจูสุดๆ
    8. Aha moment อยู่ๆ ก็นึกออกว่าอยากทำอะไร ถึงเป็นส่วนเล็กๆ แต่พอเอาหลายๆ อย่างที่เรียนรู้มาปะติดปะต่อกับสิ่งที่นึกออกก็ทำให้เห็นภาพกว้างๆ มากขึ้น
    9. มีเพื่อนบอกว่า เตยเป็นคนกล้าคิดและกล้าทำ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินในชีวิต ตั้งแต่เด็กจนโตมีแต่คนบอกว่าเป็นคนขี้อาย พอมีคนบอกว่ากล้าดี เตยดีใจมาก รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนกล้าขึ้นมาเลย ฮ่าๆ
    10. ได้คุยกับเพื่อนบ่อยขึ้น ใช้เวลากับเพื่อนบ่อยขึ้น เป็นผลพลอยได้จากการลาออกจากงานประจำ ทำให้สามารถกำหนดเวลาการทำงานได้ วันไหนเราอยากกินข้าวกับเพื่อนก็ออกไปกินได้เลย จากเมื่อก่อนปีนึงเจอกันครั้งนึง เดี๋ยวนี้เจอกันเดือนละครั้งได้เลย
    11. สร้างวงกลมให้แมวอยู่แล้วแมวเข้าไปอยู่จริงๆ เห็นมีคนโพสในเว็บ ลองทำดูกับเพื่อนๆ แล้วมันเข้าไปอยู่จริงๆ ตลกมาก
    12. เริ่มเขียน Morning pages สำหรับเตย การได้เขียนบันทึกทุกๆ วันตอนเช้า เป็นการทำสมาธิในรูปแบบนึง หลายๆ ครั้งที่คิดอะไรออกตอนที่เขียน ปัญหาที่มีอยู่ก็หาทางแก้ได้จากการเขียน รู้สึกชอบการเขียนมาก อาจจะชอบมากกว่าการวาดรูปด้วยซ้ำ
    13. ได้ฝึกทำกับข้าว เตยไม่เคยคิดจะหัดทำกับข้าวเลย ที่สำคัญอร่อยด้วย (ทำเองชมเอง 555) รู้สึกว่าอาหารมีคุณภาพ มีสารอาหารมากขึ้นเวลาทำกับข้าวกินเอง (เว้นแต่ทำมาม่า)
    14. ซื้อประกันสุขภาพ ปีที่แล้วตอนต้นปีเตยป่วยหนักแล้วบริษัทที่เตยทำงานอยู่ก็ไม่ได้มีประกันสุขภาพให้ ทำให้ค่าใช้จ่ายตอนนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเตย เตยเลยตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ กลายเป็นการตัดสินใจที่ดีอีกครั้งนึงของปี เพราะหลังจากนั้นมาป่วยบ่อยมากๆ แถมมีอุบัติเหตุรถชนด้วย คุ้มเลย
    15. เรียนเครื่องหนัง ชอบมากเลย
      Project 38 ของ #100DIYprojects : เรียนทำเครื่องหนังที่ Craftmangus
    16. เรียนปักผ้า ประทับใจการปักผ้าตรงที่บังคับให้เตยใช้ชีวิตช้าลง เหมือนเป็นการทำสมาธิอีกแบบนึง ต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ไม่งั้นเข็มทิ่มเจ็บตัวแน่นอน ตอนที่ไปเรียนได้เจอคนหลากหลายแบบด้วย ทำให้รู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้นมาซะอย่างนั้น
    17. รู้จักคนเก่งๆ มี lifestyle ที่ต่างจากคนอื่นๆ มากขึ้น หลังจากลาออกทำให้มีเวลาไปลงเรียนอะไรเยอะ และพยายามลงเรียนในวันธรรมดาด้วย ทำให้เจอคนที่ไม่ใช่พนักงานประจำมากขึ้น ได้เจอคนหลายหลายรูปแบบ เกิดความมั่นใจในเป้าหมายของตัวเองมากขึ้น
    18. ได้ไปเที่ยว 2 ประเทศในหนึ่งปี คือ ลาว และเกาหลีใต้ จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเที่ยวปีละหนึ่งประเทศ
    19. ได้ไปเที่ยวหนองคาย อากาศดีมากๆ สดชื่นมาก รู้สึกเหมือนกลับไปอยู่เชียงใหม่สมัยเด็กๆ เลย
    20. ไปงานสัมมนา The New Rich ทำให้ได้ฟังคุณบัณฑิตขึ้นพูด ประทับใจความมีพลัง ความกระตือรือร้นของคุณบัณฑิตมาก หลังจากนั้นเตยซื้อหนังสือเสียงมากเต็มเลย แต่ละอันดีๆ ทั้งนั้น ฟังได้หลายๆ รอบ
    21. ได้ Midori traveler’s notebook มาครอบครอง โดยมีโอซื้อให้อีกแล้ว
      my-midori-traveler-notebook-2
    22. ดู The return of superman ของเกาหลี คลายเครียดมากๆ เด็กๆ ตลกดี ดูไปนึกถึงเด็กๆ ที่เคยสอนไป
    23. ได้ feedback ที่ดีจากลูกค้าผ่านทาง Catisfy ดีใจที่มีคนเห็นคุณค่าของงานของเรา
    24. เกิดเหตุการณ์ต้นบอนชอน โดมพูดผิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมากว่า “โดมอยากปลูกต้นบอนชอน” เตยงงไปพักใหญ่คิดว่าตัวเองจำชื่อผิด คิดไปคิดมา เฮ้ย! ต้องเป็นต้นบอนไซไม่ใช่หรอ 5555 เป็นอะไรที่ตลกมากๆ ขำจนท้องแข็ง
    25. กลับมาเล่น postcrossing อีกรอบ Postcrossing คือการส่งโปสการ์ดให้กับคนที่เราไม่รู้จัก แล้วจะมีคนไม่รู้จักส่งมาให้เราด้วยเหมือนกัน สนุกดี ทำให้ได้โละโปสการ์ดน่ารักๆ ที่มีอยู่ไปใช้จริงๆ
    26. ได้ไป Cat cafe กับเพื่อนๆ เล่นแมวถุงสนุกมาก
    27. มีลูกค้าชอบงานปักและคาแรคเตอร์ของแมวที่เตยวาด และขอให้ทำปกสมุดให้เค้า ลูกค้าคนนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เตยทำงานในสไตล์ของตัวเองมากขึ้น และเห็นสไตล์ของตัวเองมากขึ้นด้วย ขอบคุณลูกค้าคนนี้มากๆ

This week favorites (7-13 Feb 2015)

  • รู้สึกมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากกระบวนการทำงานที่ชัดเจนขึ้น และมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นก็ทำให้ทำงานได้มากขึ้นโดยที่ยังมีเวลาพักผ่อนมากขึ้นอีก
  • ได้กินข้าวกับเพื่อนสนิทสมัยม.ปลาย และได้เล่าถึงเรื่องงานของเราที่กำลังจะทำ จากตอนแรกที่ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย พอได้คุยกับเพื่อนแล้วรู้สึกชัดเจนขึ้น มีความมุ่งมัานมากขึ้น รู้สึกดีที่เพื่อนเราก็สนับสนุนทางเลือกของเรา พอเราบอกว่า หรือจะกลับไปทำอย่างเดิมดีก็เลยโดนว่ายาวๆ เลย รู้สึกดีใจที่มีเพื่อนคอยสนับสนุน
  • วันพฤหัสบดีเป็นวันครบรอบที่คบกับโดม รู้สึกเหมือนคบกันมานานมากกว่าความเป็นจริง ชอบที่ทุกวันนี้โดมก็ยังเล่นมุกจีบเราอยู่ 55 ดีใจที่โดมยอมปิดอินเตอร์เน็ตระหว่างที่อยู่ด้วยกันทำให้รู้สึกว่าโดมอยู่ตรงนี้กับเราจริงๆ แถมรู้สึกว่าโดมเองก็มีสมาธิในการคิดทำโน้นทำนี่มากขึ้นด้วย

Use what you have to do what you love.

A video posted by Tuey Piyawan (@tueymeaw) on

  • มีลูกค้ามาสั่งซื้อสมุด บอกว่าซื้อให้น้องสาวเป็นของขวัญวันเกิด ก็เลยจัดการวาดการ์ดให้ลูกค้าซะเลย ภูมิใจในฝีมือตัวเอง ทำเอง ชมเอง
  • วันก่อนไปเจอผู้ชายคนนึงแต่งตัวปอนๆ เล่นกลองโดยใช้ถังพลาสติกและฝาถังมาทำเป็นกลอง พอดูแล้วรู้สึกว่า เออ เนอะ อยากทำอะไรที่เราชอบก็ทำได้ทั้งนั้นแหล่ะ อย่าคิดว่าไม่มีอย่างโน้นอย่างนี้แล้วจะทำไม่ได้ แค่ต้องเริ่มทำจากสิ่งที่เรามีไปเลย

 

Use what you have to do what you love.

 

A video posted by Tuey Piyawan (@tueymeaw) on