Select Page

#100WordMeetArt : inhale…exhale…

#100WordMeetArt : inhale...exhale...

ด้วยความที่มีเป็น Anxiety disorder มักมีอาการหัวใจเต้นแรงมากเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาข้างนอก รู้สึกกระสับกระส่าย หายใจสั้นๆ บางทีก็เผลอกลั้นหายใจ ตอนแรกๆ ที่มีอาการก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอะไร ต้องจัดการกับมันยังไง จนไปปรึกษาจิตแพทย์ จิตแพทย์ก็ให้ฝึกหายใจใหม่เรียกว่าการหายใจแบบ 4-7-8 คือเริ่มด้วยการ clearing ก่อนคือการหายใจออกทางปากก่อน 1 ครั้งแล้วถึงเริ่มการหายใจเข้าทางจมูกนับ 1-2-3-4 กลั้นหายใจไว้ 1-2-3-4-5-6-7 หายใจออกทางจมูกนับ 1-2-3-4-5-6-7-8 มาหาข้อมูลตามทีหลังจากที่คุยกับคุณหมอ เจอว่าการหายใจแบบนี้ช่วยให้ร่ายกายของเราเอาออกซิเจนมาใช้ได้อย่างเต็มที่และยังเป็นเหมือนการฝึกสมาธิด้วย ทำดูแล้วรู้สึกได้เลยว่าดีขึ้น ยิ่งฝึกมากก็ยิ่งได้ผลมาก หลังจากนั้นนึกได้เมื่อไหร่เตยก็จะคอยเตือนตัวเองให้หายใจเสมอ

#100WordMeetArt : Smile more. Worry less.

#100WordMeetArt : Smile more. Worry less

เขียนข้อความนี้ไว้เตือนตัวเองให้ยิ้มให้กับปัจจุบันที่เรายังมีลมหายใจ ยังมีหลายๆ สิ่งที่ยังเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ได้ แค่เราหยุดนิ่งและใช้เวลามองมันดีๆ อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดจะทำให้เราคลายความกังวลได้ เพราะความกังวลคือการใช้เวลาอยู่กับอนาคต

#100WordMeetArt : What you need is already within you

#100WordMeetArt : What you need is already within you

จากความตั้งใจที่จะเขียนและเพ้นท์ทุกวันให้ครบ 100 วันนี้เป็นวันที่สองแต่คิดไม่ออกแล้วว่าจะเขียนอะไรดี นั่งคิด, เปิด Facebook, Instagram ดูว่าคนอื่นเขาทำอะไรกัน เห็นศิลปินที่เขามีสไตล์งานของตัวเองหลายๆ คนแล้ว ทำให้นึกถึงบทสัมภาษณ์ของศิลปินหลายๆ คนที่มักจะบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการไปเที่ยว, ธรรมชาติ และสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเขา การทำงานศิลปะของพวกเขาคือการดึงประสบการณ์ในชีวิตมาใช้ในงาน ดึงความเป็นตัวตนของตัวเองที่อยู่ข้างในลึกๆ ออกมาเป็นงานศิลปะผ่านทางสี พู่กัน ปากกา หรือเสียงดนตรี 

ยิ่งพอมองย้อนกลับมาถึงชีวิตของเรา เรามักมองหาความรักและความสุขจากภายนอก หวังว่าคนอื่นจะรักเรา ให้ความสุขกับ อยากจะให้คนอื่นมาชื่นชมเรา แต่ความรักและความสุขอยู่ข้างในเราอยู่แล้วและขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะหยิบเอามาใช้เมื่อไหร่และอย่างไร

#100wordmeetart : Listen to your feelings

ปีที่แล้วเตยทำโปรเจค #the100dayproject ด้วยการเพ้นท์รูปวันละรูป 100 วันเรียกว่า #100daysofpaintingbytuey ปีนี้อยากทำอีก คิดอยู่นานมากว่าจะทำโปรเจคเกี่ยวกับอะไรดี สุดท้ายมาลงตัวที่ #100wordmeetart เพราะอยากจะฝึกเขียนและไม่อยากทิ้งงานเพ้นท์เลยเอามาผสมกัน เตยเองยังมองไม่เห็นภาพเท่าไหร่ว่าสุดท้ายโปรเจคนี้จะออกมาเป็นแบบไหนซึ่งก็ถือว่าเป็นความสนุกอีกแบบนึงของโปรเจคนี้

วันนี้ขอเริ่มงานชิ้นแรกของโปรเจคนี้ด้วยประโยคสั้นๆ “Listen to your feeling” บนงานเพ้นท์สีอะคริลิคและ Soft pastel บนกระดาษ A4 ค่ะ

 

#100wordmeetart : Listen to your feelings

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้เตยเข้ารับการรักษาโรค Mixed Anxious and Depressive Disorder อยู่ ทำให้เตยหัดมาสังเกตอารมณ์ตัวเองมากขึ้น ทบทวนความรู้สึก ทบทวนชีวิตของตัวเองมากขึ้น

ถ้ามองดีๆ แล้วเราจะเห็นความสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญกับหลักการ ความเป็นเหตุเป็นผลมาก โดยเฉพาะในสังคมการทำงานที่เราถูกสอนว่าอย่าใช้อารมณ์ จะทำอะไรต้องมีเหตุผล มีการวัดผลและทดสอบข้อเท็จจริง ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บและกดอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองไว้ภายในใจ

ยิ่งถ้ามองย้อนกลับไปถึงวันเรียน เราถูกสอนให้เลือกเรียนวิชานี้ สาขานั้นตามสิ่งที่โรงเรียน, ครู หรือผู้ปกครองเราบอก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมเราโตมาแล้วเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราชอบอะไร อยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร ทุกอย่างมันถูกปูทางไว้ให้เราแล้วว่าเธอต้องเลือกสิ่งนี้เพราะมันเป็นสิ่งที่(ฉันคิดว่า)มันดีที่สุด

เราทุกคนมีความรู้สีกดีและไม่ดีต่อสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ การมองข้ามความรู้สึกของเรานั้นมันไม่ต่างอะไรกับการที่เราไม่ยอมรับตัวตนของเรา การที่เราหัดสังเกตความรู้สึกของเราเอง ยอมรับและเรียนรู้ความรู้สึกของเราจะช่วยให้เรามองเห็นความต้องการและตัวตนของเรามากยิ่งขึ้น

เครื่องเขียนที่พกไปเที่ยวด้วย

ตั้งแต่เริ่มโปรเจค 100 days of painting เวลาไปเที่ยวเตยมักพกเครื่องเขียนบางส่วนไปเพ้นท์ด้วย โดยเฉพาะทริปล่าสุดที่ไประนอง พกไปเยอะมากเลย แต่ก็ถือว่าคุ้มเพราะใช้เกือบหมดทุกอย่าง บางทริปอย่างเชียงใหม่ที่เตยรู้ว่าแถวที่พักมีร้านเครื่องเขียนเตยจะไม่พกสีไป แต่ไปซื้อที่โน้นแล้วพกกลับมาแทน หรือไม่ก็ส่งไปรษณีย์กลับมาที่กรุงเทพถ้าเกิดเป็นทริปยาวๆ วันนี้เตยจะมาสาธยายว่าเตยพกอะไรไปกันบ้าง

เครื่องเขียนที่พกไปเที่ยวด้วย

สี

ส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวในประเทศเตยมักนั่งเครื่องบินแบบ low cost ซึ่งมักไม่มีแถมค่าสัมภาระให้โหลดใต้เครื่อง ทำให้พกสีหลอดขึ้นเครื่องได้ไม่มาก เตยมักจะใช้สีน้ำในทริปนั้น โดยการบีบใส่หลุมแล้วปล่อยให้แห้ง หรือใส่สีน้ำของ Koi Sakura ส่วนสีอะคริลิคเตยเคยพกขึ้นเครื่องเป็นหลอดเล็กๆ หลอดเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เคยอ่านเจอว่าที่ต่างประเทศบางที่เค้าไม่ให้เอาขึ้น

พู่กัน

เตยมักพกไปทั้งแบบปกติและแบบแท้งค์แต่ก่อนขึ้นเครื่องก็เอาน้ำออกก่อน เตยไม่ค่อยวาดรูปบนเครื่องอยู่แล้วเพราะเมาเครื่องง่าย พู่กันขนาดที่มักพกไปเที่ยวที่ชอบทีสุดคือพู่กันของ ikea ที่มีด้ามสั้น น่ารัก พกพาสะดวก ตัวพู่กันก็คุณภาพใช้ได้อยู่ค่ะ

เครื่องเขียนที่พกไปเที่ยวด้วย

สมุดหรือกระดาษ

ช่วงนี้แยกสมุดเป็นสองเล่มคือเล่มที่เอาไว้จดงานและบันทึกความคิดโดยใช้สมุดของ Muji อีกเล่มเอาไว้เป็น Art Journal และจด Quote ที่ชอบ ใช้ของ MD notebook ทุกวันนี้ออกนอกบ้านก็เป็นบ้าหอบฟางพกไปสองเล่ม เวลาไปเที่ยวนอกจากสองเล่มนี้เตยก็พกสมุด sketch เล่มเล็กอีก 1 เล่มที่ได้มาจากฮ่องกง แล้วก็พกกระดาษวาดเขียนของ Canson ไปด้วยอาจเป็นขนาด A3 หรือ A4 แล้วแต่ทริป

ดินสอ

เตยเพิ่งเริ่มมาพกดินสอก็เมื่อไม่นานมานี้ที่ใช้ดินสอแต่งภาพด้วย พกแท่งเดียว 2B ของ Faber Castel ไม่ได้ซื้อมา แต่ก็ไม่รู้ว่าได้มาจากไหน 555 เมื่อก่อนจะมีปลอกดินสอไว้กันเลอะ ตอนนี้ก็หาไม่เจอว่าปลอกดินสอนั้นหายไปไหนแล้ว

ปากกา

เตยพกอยู่แล้ว เอาไว้จดบันทึก เตยชอบใช้ Pigma ของ Sakura ปกติพกอันเดียว แต่ถ้าช่วงนั้นซื้อมาเยอะก็จะพกหลายๆ สีด้วย ถ้าเอาหนังสือไปอ่านด้วยก็จะพกปากกาไฮไลท์ไปด้วย ชอบของ Mildliner สีนุ่มดี

หลักๆ เตยพกเครื่องเขียนแค่นี้ ส่วนใหญ่เตยเที่ยวแบบแบคแพค บางทีก็ไปเที่ยวคนเดียวเลยพยายามที่จะพกไปให้น้อยที่สุด บางทีวาดเสร็จแล้วก็ส่งรูปที่วาดเสร็จกลับทางไปรษณีย์ บางทริปที่รู้ว่าโหดไม่มีเวลานั่งเรื่อยเปื่อยแน่นอนก็จะพกแค่สมุดจดกับปากกาหนึ่งด้ามเท่านั้น

ถึงเตยจะพกเครื่องเขียนไปด้วยแบบนี้แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนหรือไปทำกิจกรรมเตยก็ไม่พกไปนะคะ สุดท้ายแล้วความทรงจำเรานี้แหล่ะที่ดีที่สุด

 

สมุดภาพ 100 Days of Painting

เตยตั้งใจไว้ว่าจะเอารูปที่วาดจากโปรเจค 100 Days of Painting มาลงขาย รวมถึงมีบางรูปที่ถูกขายออกไปแล้ว เตยก็เลยอยากรวบรวมรูปทั้งหมดเป็นเล่มไว้ วันหลังจะได้ย้อนกลับมาดูได้ด้วย พอได้เห็นหนังสือภาพแบบนี้จริงๆ แล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากเลยที่ทำมาได้จนครบ รู้สึกว่าเราเองก็ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกันนะเนี่ย 555

พอดีเห็นน้อง @abzolutewin ทำหนังสือภาพไว้ก็เลยไปถามข้อมูลจนรู้ว่าน้องทำที่เว็บ PhotobookThailand พอเข้าไปดูก็เห็นว่ามีโปรโมชั่นพอดีก็เลยลืมซื้อโปรโมชั่นไว้ สรุปรวมค่าส่งแล้วก็ประมาณ 700 – 800 บาทโดยค่าส่งจะมาคิดตอนกดสั่งหนังสือภาพแล้วค่ะ

พอเข้าไป Photobook Thailand จะมี template ให้เลือก เราก็เข้าไปเลือกรูปแบบที่เราชอบ แล้วเว็บไซต์จะพาเราเข้าไปในระบบจัดหน้าหนังสือที่เราจะสามารถใส่รูป ย่อและขยายรูปได้ เตยว่าระบบตรงนี้ใช้ยากและค่อนข้างช้าถ้าเทียบกับระบบเว็บใหญ่ๆ ที่เตยเคยใช้อย่าง Moo แต่รวมๆ แล้วถือว่าเป็นระบบที่โอเคเลย ง่ายกว่าเอามาทำในโปรแกรมใหญ่ๆ อย่าง Indesign แน่นอน 55

ส่วนรูปเล่มที่ออกมาก็ดูดีมีชาติตระกูล กระดาษดี เย็บเล่มมาดี แพคมาดี ส่งมาเร็วด้วย

เตยว่าเป็นระบบที่เหมาะกับสมุดภาพงานแต่งงาน งานครบรอบ รูปจากทริปต่างๆ หรือใช้แทนการทำ Project Life ก็ยังได้เลยค่ะ ใครอยากเอาภาพมารวมเล่มอะไรก็ลองดูในเว็บนี้ได้ค่ะ

ภาพ Abstract 100 ภาพ

สำเร็จแล้ว เย้ๆๆๆ เตยเพ้นท์ภาพได้ครบ 100 ภาพตามที่ตั้งใจไว้แล้วค่ะ เตยเริ่มเพ้นท์ภาพทุกวันเป็นเวลา 100 วันเรียกว่าโปรเจค 100 days of painting by Tuey เสร็จช้าว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 4 วันเพราะว่าย้ายบ้านแล้วต้องแพคเครื่องเขียนลงกล่องชั่วคราว แต่รวมๆ แล้วสำหรับเตยถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ ค่ะ 🙂

ภาพ Abstract 100 ภาพ

เตยเริ่มโปรเจคนี้ด้วยความตั้งใจที่จะฝึกแสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาผ่านภาพวาด (intuitive painting) และเพื่อสังเกตตัวเองว่าชอบภาพวาดจริงไหม เตยเคยทำโปรเจคที่ต้องใช้เวลาทำทุกวันมาหลายโปรเจคแล้ว สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่โปรเจคนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องบังคับตัวเองให้ไปทำเลย บางวันถึงขั้นอยากกลับบ้านไประบายสีเร็วๆ บางช่วงเตยเพ้นท์ก่อนที่จะออกจากบ้านเลย คิดเอาเองว่าจะได้รู้สึกความสุขก่อนออกจากบ้านแล้ววันนั้นก็จะได้เป็นวันที่มีความสุขด้วย 55

เตยได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาที่ทำโปรเจคไม่สำเร็จส่วนนึงเป็นเพราะเตยไม่ได้ชอบมันมากพอ ไม่ได้มีแรงบันดาลใจที่จะทำมันทุกวัน หรือทำไปเพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำเท่านั้น แต่การทำโปรเจคแบบนี้เตยเองก็ต้องเสียสละเวลา บางวันเหนื่อยมากแถมกลับบ้านดึกแต่ก็ยังจับพู่กันเพ้นท์ภาพต่อไป ไปเที่ยวเตยก็เอาไปเพ้นท์ด้วย รูปเล็กๆ ก็ยังดี บางวันรู้ว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้เพ้นท์ชัวร์ๆ เตยก็เพ้นท์บางส่วนไว้ก่อนแล้วมาแต่งต่อให้เสร็จทีหลัง บางวันไปต่างประเทศรู้ว่าเอาเครื่องเขียนไปไม่ได้เพราะคิวเต็มทั้งทริปเตยก็เพ้นท์ก่อนไป ด้วยความที่เตยไม่ได้ทำโปรเจคนี้เพื่อสร้างนิสัยแต่เพื่อฝึกแสดงอารมณ์การเพ้นท์ก่อนบ้างสำหรับเตยจึงเป็นอะไรที่ผ่อนปรนกันได้ วันที่ไปเที่ยวก็เอา Sketchbook ติดตัวไปด้วยเผื่อว่ามีไอเดียอะไร

ภาพวาด Abstract 100 รูป

พอได้ย้อนกลับไปดูภาพทั้งร้อยภาพของตัวเองแล้วทำให้มองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เห็นสไตล์ที่ชัดเจนของตัวเองมากขึ้น ยิ่งช่วงที่ไปเชียงใหม่คนเดียว ภาพที่วาดออกมาเป็นธีมเดียวกันชัดเจนมากๆ ส่วนตัวเตยรู้สึกว่าเป็นภาพที่ดูเป็นตัวเตยที่สุดแล้ว มีความมั่นใจในภาพนั้นสูง เพราะใช้เวลาอยู่กับตัวเองค่อนข้างเยอะ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ทำโปรเจคนี้ได้สำเร็จและภูมิใจที่เตยเป็นเตยและกล้าแสดงความเป็นตัวเองออกมาชัดเจน

ผลพลอยได้จากโปรเจคนี้ก็ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเตยอัพเดทความคืบหน้าส่วนใหญ่ผ่านทาง Instagram ทำให้มีคนเข้ามาติดตามมากขึ้น มีคนมาขอซื้อภาพวาดบ้าง เรียกว่าเป็นการขายภาพครั้งแรกของเตย ทำให้รู้สึกตัวเองเป็นศิลปินขึ้นมาจริงๆ

ถึงแม้โปรเจคนี้จะจบไปแล้วแต่ว่าเตยจะยังเพ้นท์ต่อไป ความตั้งใจของเตยคืออยากทำภาพเป็นซีรี่ย์ และอยากลองทำภาพใหญ่ๆ เท่าตัวของเตยหรือใหญ่กว่าตัวเตย ภาพที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเพ้นท์คือขนาด 40×50 cm เตยพบว่าวิธีการในการเพ้นท์ต่างจากภาพเร็วโดยสิ้นเชิงเพราะต้องเคลื่อนไหวร่างกายทั้งหมด เหมือนต้องแสดงอารมณ์ให้ครบทุกส่วนของร่างกาย เตยว่ามันน่าสนใจดีค่ะ

สุดท้ายขอขอบคุณทุกคนอื่นคอยติดตามและให้กำลังใจ คอยสนับสนุนเตยนะคะ 🙂

 

ลองสั่งหมอนจาก Society6

Tuey on Society6

เตยเริ่มเพ้นท์รูปทุกวันตั้งแต่เดือนเมษายนเลยแสกนบางรูปแล้วโพสลงใน Society6 ซึ่งเป็นเว็บที่ให้ศิลปินเอางานของตัวเองไปโพสเพื่อผลิตเป็นของใช้ต่างๆ เช่น กระเป๋า หมอน นาฬิกา เคสมือถือ แล้วเปิดให้คนเลือกซื้อ จริงๆ เมื่อหลายปีก่อนเตยเคยโพสแล้วพยายามสั่งซื้อของที่เป็นลายตัวเอง แต่เค้าไม่ส่งถึงไทย คราวนี้พอลองอีกรอบเขาก็เปิดให้สั่งซื้อและมาส่งที่ไทยแล้ว ได้ลองสั่งหมอนมาหนึ่งใบ ตอนแรกนึกว่าจะได้แต่ปลอกหมอนแต่พอมาถึงแล้วได้หมอนมาด้วย ใช้เวลาส่งประมาณ 2 อาทิตย์ คุณภาพก็ค่อนข้างโอเค ผ้าหนาดี ทำให้อยากลองสั่งของอย่างอื่นเลย

ใครสนใจอยากลองสั่งเคสมือถือสักใบก็ลองกดเข้าไปสั่งได้ที่ https://society6.com/tuey นะคะ

 

 

Art Journal เล่มแรก

เย้! เพิ่งใช้ Sketchbook หมดเป็นเล่มแรก ดีใจมากกกก ปกติเตยมักใช้แค่ครึ่งเล่มแล้วก็เลิกใช้ไปใช้เล่มใหม่แทน ฮ่าๆ ช่วงนี้เตยเริ่มสร้างนิสัยวาดรูปทุกวันได้แล้ว จะใช้เวลาหลังกลับมาจากที่ทำงานวาดประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าวันไหนว่างหรือกลับมาเร็วก็จะวาดนานหน่อย

เล่มนี้เตยใช้สมุดแบบห่วงของ Canson กระดาษดีมากๆ หนาดี ชอบสุดตั้งแต่ลองมา ราคาก็ไม่แรงมาก สีที่ใช้ในนี้หลักๆ คือสี Gouache ของ Winsor & Newton และสีน้ำของ Koi นอกจากนี้ก็มีสีน้ำของหลายๆ ยี่ห้อที่ซื้อมาลอง และสีชอล์ก, สีไม้, ปากกาเจลสีขาว

ถ้าใครติดตาม instagram ของเตยมานานจะสังเกตได้ว่าสไตล์ของเตยเปลี่ยนไปมากๆ จากตัวการ์ตูนมาเป็นภาพ Abstract เพราะช่วงนี้ศึกษาเรื่อง intuitive painting ซึ่งเป็นการเพ้นท์ที่ถ่ายทอดมาจากจิตใจของเราจริงๆ ได้ลองลงสีครั้งแรกก็รู้สึกได้เลยว่านี่แหล่ะตัวเรา เตยเลยใช้วิธีการนี้ในการลงสีมาเรื่อยๆ จนเต็มเล่มนี้ค่ะ ถ้ามีคนสนใจเดี๋ยวจะเล่าเรื่อง intuitive painting ให้ในครั้งหน้านะคะ ตอนนี้ขอโชว์งานก่อนตัวเองก่อน ชอบแทบทุกงานเลยค่าาา

Art Journal เล่มแรก

Art Journal เล่มแรก

Art Journal เล่มแรก

Art Journal เล่มแรก

Art Journal เล่มแรก

Art Journal เล่มแรก

Art Journal เล่มแรก

 

 

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

Anna Joyce เป็นนักออกแบบที่เตยแอบชื่นชมผลงานของเขาอยู่พักใหญ่แล้ว โดยงานของเขามักเป็นงานผ้า เช่นกระเป๋า เสื้อ หรือ ผ้าพันคอ Anna เป็นแบบอย่างของเตย อยากจะมีแบรนด์แบบ Anna Joyce Design ยิ่งได้อ่านสัมภาษณ์ของ Anna ก็ยิ่งชอบ พอรู้ว่าไอดอลของเตยออกหนังสือเล่มแรกก็รีบจับจองจาก Amazon ทันที หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า Stamp Stencil Paint: Making Extraordinary Patterned Projects By Hand. ตอนซื้อเป็นช่วง Pre-order เลยซื้อได้ในราคา 14 เหรียญ แต่ตอนนี้หนังสือราคาเต็มคือ 27 เหรียญ

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

พอได้หนังสืออยู่ในมือแล้วรู้สึกชอบมากๆ เปิดอ่าน เปิดดูวันละหลายรอบ 5555 เพราะมีหลายๆ โปรเจคในเล่มนี้ที่เตยเคยทำเพื่อมาใช้เป็นปกสมุด Traveler’s notebook แต่ทำได้ไม่สวยอย่างงานของ Anna พอเห็นว่าเล่มนี้มีโปรโจคแบบนั้นด้วยเตยดีใจมาก รีบสอยเลยค่าา

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

หนังสือของ Anna แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ตามชื่อหนังสือคือ Stamp, Stencil และ Paint โดยจะมีโปรเจคในแต่ละส่วนประมาณ 7-8 โปรเจคครอบคลุมตั้งแต่โปรเจคง่ายๆ อย่างงานกระดาษ งานผ้า ไปจนถึงงานตกแต่งถ้วยชาม และยังทำให้เห็นด้วยว่าในแต่ละเทคนิคสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง โดยจะสอนตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ไปจนจบเป็นชิ้นงานเลย

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

อย่างในส่วนของ Stamp หรือการปั้มพิมพ์ภาพ นอกจากจะสอนการทำตัวปั้มแล้วยังสอนด้วยว่าจะเอาไปใช้เป็นแพทเทิร์นยังไงได้บ้าง

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ในส่วนของ stencil ก็เช่นกัน มีสอนทำแบบและให้แบบแม่พิมพ์มาท้ายเล่มด้วย

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ส่วนสุดท้ายคือ Paint เป็นส่วนที่เตยชอบที่สุด มีเทคนิคหลายๆ แบบที่เตยเคยเรียนสมัยเด็กๆ แต่ Anna ก็ทำให้เห็นว่าเตยสามารถนำเทคนิคนี้มาใช้ยังไง วัสดุอุปกรณ์ควรใช้แบบไหน ที่อยากลองที่สุดตอนนี้คือ Solar print scarf แต่ยังหาซื้ออุปกรณ์ไม่ได้เลย

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ส่วนข้อเสียของหนังสือเล่มนี้คือที่เห็นแล้วแอบขัดใจนิดหน่อยก็คือ รูปขั้นตอนการทำเล็กไปหน่อย ถ้าใครอ่านภาษาอังกฤษไม่เป็นมาดูหนังสือเล่มนี้อาจไม่ค่อยเข้าใจ เพราะรูปเล็กและมีน้อย แต่ว่าถ้าใครอ่านภาษาอังกฤษได้ก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ เขียนได้เข้าใจง่ายอยู่เหมือนกันค่ะ

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

เตยลองเอาผ้าที่เตรียมไว้สำหรับทำปกสมุดมาลองทำตามที่ Anna สอนในหนังสือหลายๆ แบบดู ตอนนี้ใช้ไปแล้วครึ่งนึง อีกครึ่งนึงยังไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไรต่อดี ถ้ายังคิดไม่ออกอาจทำเป็นปกสมุดเหมือนเดิม

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ครึ่งแรกที่เตยทำเสร็จแล้วเตยเอามาต่อกันกับผ้าลินินที่เหลืออยู่เตยเอามาทำเป็นผ้าห่มผืนแรกในชีวิต ที่เลือกทำผ้าห่มเพราะว่าอยากทำ quilt บ้าง แต่ด้วยความที่ทำลนๆ รีบๆ อยากให้เสร็จภายในวันนั้นเลย งานเลยออกมาเบี้ยวมากกกกกกก เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีคนทำคอร์สสอนการเย็บผ้าห่มผืนใหญ่ๆ มันแอบยาก ยิ่งจักรเย็บผ้าของเตยเป็นรุ่นค่อนข้างเล็ก พื้นที่ในการทำงานก็น้อยด้วยทำให้ด้ายพันกันบ่อยมาก หมดแรงทำงานกันเลย แต่พอเห็นผลงานออกมาแล้วก็ภูมิใจมากนะ 🙂