Select Page

1 ปีกับการรักษาโรคซึมเศร้า

ในขณะที่หลายๆ คนเขียนสรุปประจำปีกัน แต่ปกติแล้วเตยจะสรุปในวันเกิดเตยอยู่แล้ว วันนี้เตยขอเล่าเรื่องการรักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลที่ผ่านมาครบหนึ่งปีพอดีแทน จริงๆ แล้วเคยทำ vdo ไว้แต่ยังไม่ได้ตัดต่อเลยขอเปลี่ยนมาเป็นการเขียนแทน โดยเตยจะเขียนเป็นแนวถามตอบโดยเอาคำถามมาจากคำถามที่เตยเจอบ่อยๆ นะคะ เตยขอออกตวก่อนว่าเตยไม่ได้มีความรู้อะไรมากดังนั้นเตยจะเล่าจากประสบการณ์ที่เตยพบเจอเป็นหลักนะคะ

1 ปีกับการรักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าและวิตกกังวลคืออะไร เคยได้ยินแต่โรคซึมเศร้า

จากเท่าที่คุณหมออธิบายให้ฟังก็คือมีอาการของโรคซึมเศร้านิดนึงผสมกับโรควิตกกังวลอีกนิดหน่อยค่ะ

แล้วอาการเป็นยังไง

ตอนที่เตยเริ่มพบจิตแพทย์เตยมีอาการนอนไม่หลับ จากที่เป็นคนชอบคิดชอบทำและค่อนข้างแอคทีฟก็กลายเป็นอยากจะอยู่แต่บนเตียง อยากนอนทั้งวัน อยากหลับแล้วไม่ต้องตื่นมาอีกเลย คิดเรื่องความตาย แต่ไม่อยากฆ่าตัวตายนะเพราะกลัวทำแล้วไม่ตายมากกว่า กินข้าวไม่ลง กินแล้วจะอยากอ้วก ข้าวสองสามช้อนก็ไม่อยากกิน เวลาเจอเรื่องเครียดก็จะมีอาการใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงจนจะทะลุออกมาข้างนอก หายใจไม่เต็มปอด มักลืมหายใจ ปวดหัว ที่สำคัญที่สุดและเป็นอาการที่ทำให้ตัดสินใจไปพบจิตแพทย์คือไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้ ร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ อยู่ๆ ก็ร้องขึ้นมาเฉยๆ หรือมีเรื่องกระทบใจนิดเดียวเป็นเรื่องเล็กๆ ก็จะร้องไห้เลย

สาเหตุเกิดจากอะไร

คุณหมออธิบายเตยแบบง่ายๆ ว่าใจเราเหมือนกับแม่น้ำ แล้วความเครียดหรือสิ่งที่กวนใจเราก็เหมือนขยะ พอมีขยะมากๆ แต่ไม่ได้รับการดูแลก็จะทำให้ขยะไปกองรวมกันอยู่จนน้ำไหลผ่านไม่ได้ น้ำที่มีก็สกปรกตามไปด้วยนั่นแหล่ะ ทีนี้ในสมองของคนเราจะมีเซลล์ประสาทอยู่ แล้วแต่ละเซลล์ก็จะมีสารที่ช่วยเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละอัน ถ้าเราเครียดมากๆ เซลล์ประสาทก็ค่อยๆ ลดการส่งสารชนิดนี้ออกไปทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซลล์ประสาทกันได้ ร่างกายไม่สมดุลไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติก็จะเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้าเข้ามา

แล้วรักษายังไง

จากเท่าที่คุยกับเพื่อนๆ ที่พบจิตแพทย์เหมือนกันทำให้รู้ว่าการรักษาของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แม้จะมีอาการคล้ายกัน ดังนั้นเตยแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์ก่อนดีกว่านะคะ ในส่วนของเตยคุณหมอให้เตยทานยาควบคู่ไปทำการทำจิตบำบัด (สะกดจิต) คุณหมอบอกว่ามีปัจจัยอยู่ประมาณ 3 อย่างที่จะช่วยให้เราดีขึ้นได้คือการดูแลตัวเองของเรา, ครอบครัว และยา การให้ยาช่วงแรกคุณหมอจะนัดเจอเราทุกๆ สองอาทิตย์เพื่อดูว่าเรามีผลข้างเคียงกับยาไหม เราได้ผลการรักษาที่ดีขึ้นไหม หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ขยายขึ้นเป็น 3-4 อาทิตย์และค่อยๆ ลดยาลงเมื่อเราอาการดีขึ้น แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังไม่ดีขึ้นนะเราก็สามารถนัดคุณหมอเพิ่มได้ บอกไปเลยว่าเรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดีขึ้น

กินยาเยอะๆ ติดกันนานๆ จะดีหรอ

ส่วนตัวเตยคิดว่าการกินยาก็เหมือนการรับสารเคมีเข้าร่างกาย แต่ว่าถ้าเราไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้ป่วยหนักไปอีกก็จะยิ่งแย่กว่า อย่างเช่นถ้าเตยนอนไม่หลับและไม่กินยาที่ช่วยผ่อนคลายก็จะทำให้เตยพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สมดุลอาจทำให้มีอาการซึมเศร้ามากกว่าเดิมก็ได้

จิตบำบัดคืออะไร

จิตบำบัดมีหลายแบบแล้วแต่ว่าโรงพยาบาลที่เราไปรักษามีการบำบัดแบบไหนให้เราเลือก โรงพยาบาลที่เตยเข้ารักษามีจิตบำบัดแบบสะกดจิต คือจะมีเก้าอี้นวมนั่งสบายๆ ให้เรานั่งแล้วจะมีการคุยกันก่อนว่าเราเป็นอะไรมาและคาดหวังอะไร เราจะถูกทำให้รู้สึกง่วงก่อนที่จะเริ่มสะกดจิต ซึ่งถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ เตยต้องกึ่งหลับกึ่งตื่น เตยทำ 3 ครั้งได้ผลครั้งเดียว นอกนั้นไม่ยอมหลับสักที ทำให้ไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก แต่ถ้าถามว่ารู้สึกสบายตัวมากขึ้นไหม เตยก็ตอบเลยว่า รู้สึกสบายตัวและผ่อนคลายมากๆ

นานไหมกว่าจะดีขึ้น

คุณหมอบอกเตยตั้งแต่วันแรกที่ไปเลยว่าการรักษาจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 2 ปี อย่างยาที่เตยได้รับก็มักจะออกฤทธิ์แบบเห็นผลจริงๆ ก็ใช้เวลาปาไปสองอาทิตย์แล้ว ปัจจุบันเตยรักษามา 1 ปีแล้ว คุณหมอบอกว่าไม่ต้องมาหาหมอแล้วก็ได้ แต่เตยรู้ว่าช่วงนี้จะเครียดเลยบอกว่าขอเจอหมออีกสักรอบก่อนดีกว่า สิ่งที่คงไว้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปหาหมอแล้วก็คือยานอนหลับ เพราะเตยมีปัญหาเรื่องนี้มากจริงๆ

รักษาที่ไหน

เตยรักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่มีหลายสาขาแห่งนึง แต่ก่อนหน้านี้เคยไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนอีกที่มาแต่ไม่ค่อยถูกใจหมอเพราะว่ารู้สึกว่าหมอไม่ใส่ใจเรา เอาแต่ใช้มือถือก็เลยไม่ไปพบแพทย์ต่อ แต่ว่าพอไปอีกที่นึงแทน รู้สึกว่าคุณหมอพูดดี รู้ว่าควรพูดกับเราแบบไหน รู้สึกว่าคุณหมอใส่ใจเราด้วย เตยคิดว่าแต่ละคนมีสไตล์ที่แตกต่างกับออกไปดังนั้นเราควรเลือกคนที่เรารู้สึกคุยด้วยแล้วสบายใจ กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกดีกว่า

จะรู้ได้ยังไงว่าเราควรไปพบจิตแพทย์รึเปล่า

จริงๆ แล้วคุณหมอบอกว่า ถ้ารู้สึกเครียดหรือเริ่มมีปัญหาการนอนก็มาหาคุณหมอได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นหนักๆ แล้วค่อยไปหา แต่ไปพบแพทย์ก็มีค่าใช้จ่ายเนอะ ส่วนตัวเตยคิดว่าถ้าเริ่มคิดว่าไม่อยากอยู่ อยากนอนไปเลย อยากหายไปเฉยๆ แล้วก็มีปัญหาการนอนหรือทานอาหารไม่ลง ยิ่งถ้าเป็นมาเป็นอาทิตย์แล้วก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ การกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นสัญญาณจากร่างกายเราแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ เราอาจจะเครียด

ทำยังให้หายเร็วๆ

สิ่งนึงที่เตยเรียนรู้จากเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาก็คือ ร่างกายกำลังบอกเราว่าเราต้องหันกลับมาดูแลตัวเองให้ดีๆ และทุกๆ ครั้งที่เตยละเลยร่างกายและจิตใจของตัวเองไปอาการต่างๆ ก็จะกลับมาด้วยเหมือนกัน เตยมองว่าเราไม่ควรเร่งให้หายไวๆ แต่ควรถือโอกาสนี้หาวิธีดูแลตัวเองในระยะยาว มันไม่ใช่แค่เรื่องการกินยาให้ครบแล้วเราจะหายดี แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการทำยังไงให้เรามีความสุขกับชีวิต ซึ่งเตยพบว่าการอยู่กับปัจจุบันถือเป็นหลักสำคัญที่ทำให้เตยมองโลกต่างออกไปจากเดิม ถึงจะไม่ได้เป็นคนที่แฮปปี้ได้ตลอดเวลาแต่ก็ได้เริ่มเรียนรู้ที่จะเลือกรับและมองหาแต่สิ่งที่ดีๆ และตัดสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขออกไป เลิกกดดันตัวเอง พยายามจับความรู้สึกของตัวเองให้ได้ว่าเรารู้สึกยังไงกับแต่ละสิ่ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก แต่ถ้าเรามองให้มันสนุก มันก็จะสนุก ปีที่ผ่านมาเตยตัดสิ่งแย่ๆ ออกจากชีวิตไปเยอะมาก ถือว่าเป็นการรีโนเวทชีวิต

มีคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี

คอยอยู่ใกล้ๆ รับฟัง (อันนี้สำคัญมากที่จะทำให้ถูกต้อง ต้องเป็นการฟังที่ไม่มีการตัดสินอะไรทั้งนั้น) คอยฟังว่าเขาอยากได้อะไร ใจเย็นและอดทน เชื่อว่าเขาจะหายได้แต่ต้องไม่กดดัน กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เตยโชคดีที่มีคนใกล้ตัวเข้าใจก็เลยผ่านมันมาได้เร็วขึ้นง่ายขึ้น จริงๆ บางทีเตยต้องการแค่คนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้อยากจะพูดคุยอะไร สำหรับเตยแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

 

 

Joyous Moment

จริงๆ งานนี้เพ้นท์ไว้นานแล้ว เป็นงานเพ้นท์แรกที่ใหญ่ที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ถ่ายวิดีโอตอนเพ้นท์เอาไว้ด้วย เตยเริ่มต้นโดยใช้พู่กันอันเล็กๆ เพ้นท์สีดำตามด้วยสีแดง จนทั้งเฟรมกลายเป็นสีแดง ดำ ดูกดดันแล้วมืดมนมากๆ ตอนนั้นรู้สึกหงุดหงิด อยากระบายอารมณ์ทั้งหมดออกมา พอทำเสร็จก็รู้สึกโล่งแต่ภาพที่ออกมาคือกลับมาดูกี่ครั้งก็ไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไง เตยก็ทิ้งมันไว้ 4-5 วัน พอดีเปิดเจอ Sketchbook หน้านึงที่เตยชอบมากๆ ก็เลยใช้หน้านั้นเป็นต้นแบบในการเพ้นท์ซะเลย

ภาพในสมุดสเก็ตซ์เตยลงสีอะคริลิกเป็นสีพื้นไว้ก่อนแล้วค่อยใช้สีเทียนและดินสอลากเส้นต่างๆ แต่งเพิ่มเติม ในภาพเพ้นท์นี้เตยก็ทำคล้ายกันคือลงสีพื้นก่อนเลือกสีที่สดขึ้นมาจากพื้นหลังที่เป็นแดงดำแล้วลงสีขาว เตยมักจะใช้วิธีผสมสีในผ้าใบไปเลย พอสีเริ่มแห้งเตยค่อยใช้สีเหลืองลงเพื่อไม่ให้สีแดงและเหลืองผสมกันจนเป็นส้ม และเหมือนเดิมคือเตยใช้สีอะคริลิกสีแดงและน้ำเงินออกม่วงมาแต่งเพิ่ม จากนั้นก็ใช้สี soft pastel และดินสอมาแต่งเพิ่ม

Joyous Moment

บอกเลยว่าตอนทำสนุกมาก รู้สึกมีสมาธิ รู้สึกทุกอย่างมัน flow ไปหมดตั้งแต่ตอนที่เพ้นท์ใน Sketchbook แล้วเตยก็เลยตั้งชื่อภาพนี้ว่า Joyous moment ตอนทำแอบจินตนาการด้วยว่าภาพนี้จะอยู่ในห้องนอนของเด็กผู้หญิงก็เลยลองรีทัชรูปออกมา รูปนี้ยังว่างอยู่นะคะ ใครสนใจติดต่อเตยได้เลยค่ะ 🙂

Joyous Moment

SaveSave

“Joyous moment” is my largest painting I’ve ever painted and it’s also the first painting I recorded painting process. Although, I called this painting “Joyous moment” but I started the painting with pressure and dark feeling as I always activate blank canvas. It turned out to be dark red painting. I put it aside for 4-5 days, didn’t know what to do with it. Then I found a page in my sketchbook that I really like so I translated it into this painting.

I always keep sketchbook with me. I paint acrylics as basement and use oil pastels and pencils that I carry around with me to make marks. I followed the same process with this painting. I started with cadmium red, lighter pink and white. Then I made marks with smaller brush, soft pastel and pencil.

Joyous Moment

It was very fun and flow process. Everything just fall into its places. I even imagined this painting in girl nursery as you can see in below mockup. That’s why I called it “Joyous moment”. This painting is still available. Let me know if you are interested. 🙂

Joyous Moment

SaveSave

ทำกระเป๋า Tote bag

จริงๆ ทำกระเป๋าใบนี้ไว้นานแล้ว ใช้ pattern จาก pinterest แต่จำไม่ได้แล้วว่าเว็บไหน ความตั้งใจของการทำกระเป๋านี้คืออยากใช้ผ้าที่เพ้นท์เองเท่านั้นเอง ฮ่าๆ ชอบ pattern ของกระเป๋าใบนี้ตรงที่มีตะขอที่ไว้แขวนกุญแจแล้วก็ยังมีกระเป๋าซิปไว้ใส่ของด้านในได้ มีกระเป๋าด้านนอกอีกด้วย อยากโพสเก็บไว้ว่าเคยทำกระเป๋าแบบนี้ไว้

ทำกระเป๋า Tote bag

ทำกระเป๋า Tote bag

ทำกระเป๋า Tote bag

SaveSave

SaveSave

หนังสือ 3 วันดี 4 วันเศร้า

เพิ่งอ่านหนังสือ 3 วันดี 4 วันเศร้าของคุณทราย เจริญปุระ จบภายในรวดเดียว เป็นหนังสือที่อ่านง่ายๆ สั้นๆ เล่มเล็กนิดเดียวพูดถึงการเป็นโรคซึมเศร้าทั้งในมุมของคนเป็นผู้ป่วยและคนที่ต้องดูแลผู้ป่วย อ่านแล้วได้แต่พยักหน้าตาม เออๆ ฉันก็เป็นนะแบบนั้นแบบนี้ ส่วนตัวเตยคิดว่าการออกมาเล่าเรื่องของตัวเองแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่หลายๆ คนสบายใจที่จะทำ ต้องอาศัยความกล้าหาญ การยอมรับตัวเอง ยิ่งคุณทรายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว เตยนับถือมากเลย หนังสือถูกเขียนออกมาได้ดีมาก ใครที่ป่วยอยู่อ่านแล้วก็น่าจะได้ความรู้สึกที่เหมือนมีเพื่อน มีคนที่เข้าใจเรา เราไม่ได้เป็นแบบนี้คนเดียวนะ สำหรับที่อยู่ใกล้คนป่วยและอยากจะเข้าใจ หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้สึกใกล้กันขึ้นมานิดนึง

รีวิว Fujiflim Share SP-2 เครื่องพิมพ์รูปโพลาลอยด์

หลังจากจดจ้องอยากได้เครื่องพิมพ์รูปมานานเป็นปีลังเลอยู่นาน สุดท้ายเลือก Fujiflim Share SP-2 ด้วยเหตุผลว่าพกพาง่ายและที่บ้านที่เครื่องพิมพ์เครื่องใหญ่อยู่แล้วก็ไม่รู้จะซื้อเครื่องเล็กมาอัดรูปอีกทำไมก็เลยเลือกเป็นเครื่องพิมพ์รูปโพลาลอยด์ และต้องเป็นรุ่น SP2 เพราะรูปคมชัดกว่ารุ่น SP1 ส่วน SP3 ต้องใช้โพลาลอยด์แบบสี่เหลี่ยมจตุรัสซึ่งแพงและหาซื้อยากกว่า Fujiflim Share SP-2 หน้าตาแบบนี้ สวยงาม และเป็นสีทองค่ะ อยากบอกว่า สีทองหาซื้อยากมากเลย ไปที่ไหนก็หมด สุดท้ายโชคดี ไปถามเล่นๆ ของเพิ่งเข้ามาซะงั้น โชคดีจริงๆ Fujiflim Share SP-2 เวลาเปิดแล้วจะมีไฟเป็นจุดๆ บอกว่าเราเหลือฟิลม์อยู่กี่ใบ อย่างรูปนี้เตยเหลือฟิล์มแค่ใบเดียว Fujiflim Share SP-2 ด้านหลังเป็นปุ่มให้กดเพื่อเปิดใส่กล่องฟิล์มเข้าไป ซึ่งห้ามเปิดตอนที่ยังมีฟิล์มเหลืออยู่เด็ดขาด สำคัญมากนะคะ ไม่อย่างนั้นแสงเข้าไปโดนฟิล์ม ฟิล์มชุดนั้นก็เสียเลย พอดีฟิล์มเตยหมดพอดีเลยได้เปิดให้ดูค่ะ Fujiflim Share SP-2 เวลาใส่ฟิล์มก็วางกล่องฟิล์มให้แถบสีเหลืองตรงกันแบบในภาพ ใส่ให้ตรงช่องแล้วก็ปิดฝา จะมีแผ่นสีดำออกมาจากเครื่องอัตโนมัติค่ะ หลังจากนั้นก็ใช้ได้ตามปกติ Fujiflim Share SP-2 Fujiflim Share SP-2 ด้านล่างของเครื่องพิมพ์จะมีช่องใส่แบตเตอรี่อยู่ เวลาใส่แบตเตอรี่มีสองอย่างที่สำคัญคือ ต้องให้แถบสีส้มตรงกันและต้องกดแบตลงไปจนตัวล็อคเด้งออกมา ไม่อย่างนั้นจะชาร์จไม่ติดเหมือนที่เตยเจอจ้าาา Fujiflim Share SP-2 Fujiflim Share SP-2 เวลาชาร์จให้เปิดฝาด้านข้างตัวเครื่องขึ้นมาแล้วเสียบสายชาร์จเข้าไปได้เลย Fujiflim Share SP-2 Fujiflim Share SP-2 ด้านข้างของเครื่องพิมพ์มีอีกปุ่มที่น่าสนใจคือปุ่ม Reprint ที่พอกดแล้วมันจะพิมพ์รูปล่าสุดมาให้เรา เหมาะกับเวลาไปเม้าท์มอยกับเพื่อนๆ แล้วถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแจกให้ทุกคน วิธีการพิมพ์รูปก็ง่ายมาก ทำจากมือถือได้เลยโดยการดาวน์โหลดแอพชื่อ Instax share ขึ้นมาก่อน ในแอพเราสามารถกดเลือกรูปพิมพ์ได้เลย หรือว่าอยากจะถ่ายรูปจากแอพเลยก็ได้ จะมีฟังก์ชั่นแสดงวันที่ขึ้นให้อัตโนมัติ สำคัญคือเวลาจะพิมพ์ต้องกดเลือก wifi ที่ชื่อ instax share เพื่อเชื่อมต่อมือถือกับเครื่องพิมพ์ หรือกดที่ปุ่ม Connect and Print เพื่อให้ระบบต่อ wifi ให้เราก็ได้ Fujiflim Share SP-2 ก่อนพิมพ์เราก็สามารถกดตกแต่งภาพเพิ่มเติมได้ หรือกด template เพื่อทำรูปแบบ collage ก็ได้เหมือนกัน พอพิมพ์แล้วจะมีรูปโพลารอยด์ออกมา ทิ้งไว้สักพักก็จะได้รูปสีสดใส คมชัดประมาณนึง ถึงจะชัดสู้เครื่องพิมพ์ใหญ่ๆ ไม่ได้หรอก แต่ก็ได้ภาพที่ได้อารมณ์อีกแบบนึงมาแทน Fujiflim Share SP-2 รูปนี้เป็นรูปผลงานออกแบบปกสมุดจากสมัยฝึกงาน Fujiflim Share SP-2 ส่วนอันนี้เป็นรูปจากทริปเชียงใหม่ที่ไปมาช่วงสงกรานต์ ถือว่าเป็นของที่ระลึกจากเชียงใหม่ได้เลยเนอะ 🙂 SaveSave